Haijai.com


อาหารและสมุนไพร เพื่อความงาม


 
เปิดอ่าน 1417

อาหารและสมุนไพร เพื่อความงาม

 

 

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุดของร่างกาย และต้องทนรับกับสิ่งต่างๆ จากภายนอก โดยเฉพาะแสงแดด ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการกระจายเม็ดสีในผิวหนังที่ผิดปกติ เช่น การเกิดฝ้าหรือกระ นอกจากนี้แสงแดดยังมีส่วนทำให้เซลล์ผิวหนังถูกทำลาย โดยตรงจากการทำลายดีเอ็นเอ หรือโดยอ้อมจากการก่อเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังเกิดความเสื่อม มีริ้วรรอย ขาดความยืดหยุ่น จนถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

 

 

การป้องกันผิวหนังจากแสงแดด จึงมีส่วนสำคัญต่อการรักษาความงาม นอกจากการป้องกันจากภายนอก โดยการใช้เครื่องสำอางหรือครีมกันแดดแล้ว สารอาหารหลายชนิดเมื่อรับประทานเข้าไปก็มีผลช่วยปกป้องผิว จากความเสื่อมเช่นกัน

 

 

งานวิจัยในอเมริกาได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสารอาหารจากการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน กับสภาพผิวหนังในผู้หญิงอายุ 40-74 ปี จำนวน 4,025 คน แล้วพบว่าการได้รับวิตามินซีจากอาหาร ช่วยลดการเกิดริ้วรอยและผิวแห้ง การได้รับกรดไลโนเลอิค ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมกา 6 ช่วยลดการเกิดผิวแห้งและผิวบาง ในขณะที่การได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่มากขึ้น จะสัมพันธ์กับการเกิดริ้วรอยและผิวบาง การรับประทานอาหารเพื่อให้ได้สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการบำรุงผิวหนัง และ/หรือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่พอเพียง จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผิวสวยสุขภาพดีอยู่คู่กับเราได้นาน

 

 

วิตามินซีและอี คู่หูนักต้านอนุมูลอิสระ

 

จากงานวิจัยที่ได้กล่าวข้างต้น จะเห็นถึงบทบาทที่เป็นบวกของวิตามินซีต่อสุขภาพผิวหนัง วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ พบมากในผลไม้พวกส้มและมะนาวและผักใบเขียว วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย ช่วยในการเจริญเติบโตและเปลี่ยนรูปร่างของเซลล์ผิวหนัง และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวหนึ่ง วิตามินซีจึงมีบทบาทในการบำรุงผิว เครื่องสำอางบางชนิดได้ผสมวิตามินซีลงไป และพบว่าวิตามินซีช่วยในการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและฝ้า

 

 

เมื่อให้วิตามินซีคู่กับวิตามินอี ซึ่งพบได้ในน้ำมันพืชและถั่ว ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอีกตัวหนึ่งในร่างกาย วิตามินทั้งสองจะเสริมฤทธิ์กัน ทำให้การออกฤทธิ์ในการปกป้องผิวจากแสงแดดดียิ่งขึ้น การศึกษางานหนึ่งได้แบ่งอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 40 คนออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับวิตามินอีในรูปของแอลฟา-โทโคเฟอรอลวันละ 2 กรัม วิตามินซีในรูปของแอสคอร์เบทวันละ 3 กรัม ได้รับวิตามินทั้งสองพร้อมกัน และได้รับยาหลอกเป็นเวลา 50 วัน แล้วเปรียบเทียบขนาดของรังสีอัลตราไวโอเลตที่ทำให้ผิวแดงที่ก่อนและหลังการได้รับวิตามิน ผลการศึกษาพบว่าผิวหนังของอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวิตามินทั้งสองชนิดร่วมกัน มีความทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตมากที่สุด การศึกษาจากเม็ดซิโกอีกงานหนึ่ง ซึ่งแบ่งอาสาสมัครจำนวน 45 คน ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ได้รับวิตามินอีในรูปของ ดี-แอลฟา-โทโคเฟอรอล วันละ 1200 ไอยู กลุ่มที่ 2 ได้รับ วิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิควันละ 2 กรัม และกลุ่มที่ 3 ได้รับวิตามินทั้งสองชนิดร่วมกัน การเสริมวิตามินกินเวลา 1 สัปดาห์และเปรียบเทียบขนาดของรังสีอัลตราไวโอเลตที่ทำให้ผิวแดงที่ก่อนและหลังการเสริมวิตามินก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

 

 

กรดไขมันจำเป็น จำเป็นต่อผิวสุขภาพดี

 

งานวิจัยในผู้หญิงวัยกลางคนที่ยกมาข้างต้นได้แสดงให้เห็นถึงผลดีของกรดไลโนเลอิคต่อผิวหนัง กรดไลโนเลอิคเป็นกรดไขมันโอเมกา 6 และเป็นกรดไขมันจำเป็น ซึ่งหมายถึงร่างกายไม่สามารถสร้างกรดไขมันประเภทนี้ขึ้นได้เอง ต้องรับจากอาหารเท่านั้น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลืองเป็นแหล่งะที่พบกรดไลโนเลอิค กรดไลโนเลอิคเป็นกรดไขมันที่พบมากที่สุดในหนังกำพร้า และมีบทบาทต่อความแข็งแรงของหนังกำพร้า

 

 

นอกจากกรดไขมันโอเมกา 6 แล้ว กรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งพบได้ในน้ำมันถั่วเหลือง และไขมันจากปลาทะเล ก็มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของผิวหนัง แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 2 ของไขมันทั้งหมดในหนังกำพร้าก็ตาม กรดไขมันโอเมกา 3 สามารถลดการเสื่อมสภาพของผิวหนังโดยแสงยูวี ดังจะเห็นได้จากการศึกษาในอาสาสมัครหลายการศึกษาด้วยกัน เช่น งานวิจัยหนึ่งให้อาสาสมัครจำนวน 15 คน รับประทานน้ำมันปลาวันละ 10 วัน เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าผิวหนังของอาสาสมัครทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตดีขึ้น เป็นต้น

 

 

สมุนไพร ทางเลือกจากธรรมชาติเพื่อผิวสวย

 

แม้ว่ายุคนี้เทคโนโลยีอันทันสมัยจะสามารถสังเคราะห์สารต่างๆ ออกมาใช้สอยในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ถวิลหาของจากธรรมชาติ สมุนไพรนับเป็นเคล็ดลับเพื่อความงามที่ธรรมชาติมองให้มนุษย์ โดยมีการสืบทอดความรู้เป็นระยะเวลายาวนาน สมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวเสริมความงามมีอยู่หลายชนิด เช่น

 

 

 มะขามป้อม

 

สรรพคุณมะขามป้อมที่คนส่วนใหญ่นึกถึง คงหนีไม่พ้นการเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ทว่ามะขามป้อมยังมีการใช้เพื่อบำรุงผิวอีกด้วย ชาวอินเดียนำผลแห้งของมะขามป้อมมาเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวเป็นยาทาผม เนื่องจากตำราอายุรเวทกล่าวว่า มะขามป้อมมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม รักษาอาการผมหงอกเร็ว และโรคผิวหนัง ทั้งยังนำเมล็ดมาเผาให้ไหม้ บดเป็นผงผสมกับน้ำมันงา ใช้ทาผิวหนังเพื่อรักษาหิดและผิวหนังระคายเคือง งานวิจัยสมัยใหม่พบว่ามะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซี มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาในหนูทดลองพบว่าสารสกัดมะขามป้อมช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยในการสร้างคอลลาเจน เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระบริเวณบาดแผลของหนูทดลอง ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหนังและเส้นผมที่มีส่วนผสมของสารสกัดมะขามป้อม

 

 

 มะขาม

 

ผลไม้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ ของขึ้นชื่อจังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่เพียงมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องผูกเท่านั้น หากยังเป็นสมุนไพรบำรุงผิวแต่โบราณของไทย โดยคนไทยโบราณจะนำมะขามมาขัดตัว การศึกษาในยุคปัจจุบันพบว่า มะขามมีกรดผลไม้ เช่น กรดทาร์ทาริค กรดมาลิค เป็นต้น ซึ่งช่วยทำให้ผิหนึงชุ่มชื้น ลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยลอกชั้นหนังกำพร้า ตลอดจนช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์และการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ เราสามารถทำครีมมะขามป้อมแบบง่ายๆ ด้วยการนำนมและมะขามในปริมาณเท่าๆ กัน คั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมากวนจนงวด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง และเติมน้ำผึ้งแท้ลงไปเล็กน้อย นำมาใช้ขัดตัว หรืออาจจะใช้แต่มะขามอย่างเดียวมาถูตัวก็ได้

 

 

 ขมิ้นชัน

 

เชื่อว่าหลายๆ คนคงได้ยินเรื่องพระสังข์ชุบตัวในบ่อเงินบ่อทอง ในชีวิตจริงของเราก็มีบ่อทองสำหรับชุบตัวให้ผิวสวย ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรอื่นไกล แต่เป็นขมิ้นชันสมุนไพรและเครื่องเทศคู่บ้านที่เป็นส่วนผสมของอาหารหลายๆ อย่าง เช่น ข้าวหมกไก่ คั่วกลิ้ง ขนมเบื้องญวน เป็นต้น เป็นยาที่ใช้ทาแต่โบราณอย่างเวลาโกนผมนาคเสร็จ ก็จะนำขมิ้นมาทาหัว เพื่อสมานแผลที่อาจจะเกิดจากมีดโกน คนไทยยุคโบราณก็นำขมิ้นมาฟอกตัวแล้วขัดออกด้วยมะขามเปียก ชื่อภาษาสันสกฤตของขมิ้นชัน คือ หะริทรา (หมายถึง “ซึ่งให้สีเหลือง”) สรรพคุณของขมิ้นขันตามตำราอายุรเวทคือช่วยบำรุง ผิวหน้า รักษาโรคผิวหนัง โดยนำผงขมิ้นมาผสมน้ำหรือน้ำผึ้ง เพื่อทำเป็นยาป้าย ผู้หญิงอินเดียก็ใช้ขมิ้นทาผิวหนังป้องกันขนงอก

 

 

ขมิ้นมีสารออกฤทธิ์ชื่อเคอร์คิวมิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและแก้อักเสบ การศึกษาในหลอดทดลองพบว่าขมิ้นชันสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้เมื่ออาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 28 คน ได้ทาเจลสารสกัดสมุนไพรที่มีสารสกัดขมิ้นชันเป็นส่วนผสมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผิวหนังของอาสาสมัครมีความเต่งตึงมากขึ้น ขมิ้นชันจึงนับเป็น “บ่อทอง” จากธรรมชาติที่จะช่วยทำให้ผิวรผุดผ่องขึ้น โดยไม่ต้องไปหาบ่อทองในแดนไกล

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ