Haijai.com


สารเคมี สาเหตุเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกินวัย


 
เปิดอ่าน 860

สารเคมี สาเหตุเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกินวัย

 

 

ในทางวิชาพิษวิทยานั้น มีประเด็นหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมากต่อมวลมนุษย์ชาติ คือ การพบว่าสารเคมีบางชนิดสามารถปรับให้ระบบฮอร์โมนของมนุษย์เพี้ยนไป ดังนั้น ในประเด็กที่ว่าทำไมเด็กสมัยนี้ ถึงเป็นหนุ่มสาวเร็วเกินวัย (คือ พร้อมจะสืบพันธุ์ได้) เรื่องของสารพิษที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอาจมีส่วนเอี่ยวอยู่ด้วย

 

 

งานวิจัยด้านมานุษยวิทยาชิ้นหนึ่ง ได้ศึกษาถึงช่วงเวลาการเริ่มมีรอบเดือนและความเสถียรทางอารมณ์ของเด็กหญิง พบว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ 20,000 ปี มาแล้วนั้น เด็กหญิงในกลุ่มชนเร่ร่อนล่าสัตว์ป่าและอยู่ตามถ้ำเริ่มมีรอบเดือนที่อายุราว 10 ปี และมีความเสถียรทางอารมณ์ไปพร้อมกัน ต่อมาเมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว อายุที่เริ่มมีรอบเดือนและความเสถียรทางอารมณ์ของเด็กหญิงได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นอายุ 16 ปี และเพิ่มขึ้นอีกจนถึงยุคปฏิบัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว อายุที่เริ่มมีรอบเดือนเด็กหญิงก็ลดลง จนถึงปัจจุบันปรากฏว่าเด็กหญิงเริ่มมีรอบเดือนที่อายุต่ำลงประมาณเดียวกับเมื่อ 20,000 ปีมาแล้ว แต่อายุที่จะมีความเสถียรทางอารมณ์กลับช้ากว่าเมื่อ 200 ปีที่แล้ว พูดโดยสรุปคือ เด็กหญิงสมัยนี้พร้อมมีลูกเร็วขึ้น แต่ความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์นั้นมาช้ากว่าหลายปี ดังนั้น เราจึงเห็นเด็กหญิงในยุคปัจจุบัน พัฒนาเฉพาะร่างกายแต่ไม่พัฒนาอารมณ์

 

 

สารพิษซึ่งอาจมีผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนกำหนดคือ Endocrine disrupter (เอ็น-โด-ไครน์-ดีส-รับ-เตอร์) ที่รบกวนระบบของฮอร์โมน (สารชีวเคมีที่หลั่งจากเซลล์ต่อมไร้ท่อเข้าสู่ระบบเลือดแล้ว ไปออกฤทธิ์ทำให้เซลล์ของอวัยวะอื่นทำงาน) โดยรบกวนทั้งการสังเคราะห์และการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ ตัวอย่างสารพิษที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาแล้ว น่าจะมีผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ของเด็กคือ สารที่ช่วยในการผลิตพลาสติกบางชนิด เช่น บีสฟีนอลเอ (Bisphenol A หรือ BPA) ไดเอ็ททิลสติลเบสตรอล (Diethylstilbestrol) สารกลุ่มฮาโลจีเนตเต็ด ไฮโดรคาร์บอน (Halogenated hydrocarbon) ซึ่งสารเหล่นี้มีฤทธิ์รบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง (แต่ก็มีผลต่อเพศชายด้วย)

 

 

สำหรับบิสฟีนอลเอนั้น มีหลักฐานจากสำรวจพบว่าปนเปื้อนเข้าสู่วงจรอาหารอุตสาหกรรม และที่น่าสนใจคือสารนี้ถูกผลิตในปริมาณสูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบของอีพ็อกซีเรซินที่ใช้เคลือบภาชนะบรรจุอาหาร เช่น กระป๋อง และใช้ในการผลิตพลาสติกทนร้อนชนิดที่เรียกว่า โพลีคาร์บอเนต ซึ่งนำไปใช้ผลิตภาชนะหลายชนิด เช่น ขวดน้ำ หลังคา โล่ตำรวจสำหรับควบคุมฝูงชน และขวดนมพลาสติก ซึ่งชนิดหลังนำมาสู่ความกังวลของพ่อแม่ที่มีทารกดื่มนมจากขวดพลาสติกชนิดนี้แล้ว ถ้ามีสารนี้หลุดออกจากขวดปนนมเข้าไปในตัวเด็ก ก็เสมือนเป็นการที่เด็กได้รับฮอร์โมนนี้ก่อนวัยอันควร ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตระบุว่า ด้วยความกังวลนี้ ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนถึงในเยอรมนี ฝรั่งเศส เดนมาร์ค แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และมาเลเซีย ได้ห้ามขายขวดนมที่ทำจากโพลีคาร์บอเนตแล้ว

 

 

สำหรับไดเอ็ททิลสติลเบสตรอล หรือ ดีอีเอส นั้นเป็นพี่น้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างใกล้ชิดสนิทแน่น เริ่มแรกสารนี้ถูกใช้เป็นยาบำบัดอาการแพ้ท้องในช่วงตั้งครรภ์และป้องกันกาแท้ง แต่ปรากฏภายหลังว่า ลูกสาวของแม่ที่มีประวัติใช้ยานี้ เมื่อเข้าวัยรุ่นแล้วมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์สูง ส่วนลูกชายก็เสี่ยงต่อการเป็นมะเต็งต่อมลูกหมาก สารเคมีนี้จึงถูกถอนจากทะเบียนการใช้เป็นยา

 

 

ด้วยความที่มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนของ ดีอีเอส สารนี้จึงถูกจัดว่าเป็น Anabolic steroid ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เซลล์ร่างกายที่จับกับสารนี้ได้สามารถแบ่งเซลล์ได้ดี สามารถกระตุ้นให้สัตว์เจริญเติบโตเร็วขึ้น (แต่บางประเทศห้ามใช้แล้ว) ดังนั้น นักกินข้าวมันไก่ตอน จึงควรทราบว่าในการตอนไก่นั้น ต้องมีการฝังสารดีอีเอสที่หัวหรือต้นคอไก่ เพื่อปรับให้เนื้อไก่ตอนมีความแน่นเหมือนเนื้อไก่ตัวผู้ แต่นิ่มลิ้นมนุษย์เหมือนเนื้อไก่ตัวเมีย ที่สำคัญสารเคมีชนิดนี้ถูกกล่าวหาว่ามีโอกาสที่จะลงกระเพาะเด็กๆ ได้ไม่ยาก ถึงกับมีคนมโนว่า เหตุที่เด็กชายปัจจุบันมักมีความเบี่ยงเบนทางเพศนั้น เพราะกินไก่ที่ตาลุงแก่ทอดขายมากไป

 

 

ส่วนสารกลุ่มฮาโลจีเนตเต็ดไฮโดรคาร์บอนนั้น จะขอเน้นเฉพาะสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนคือ สารกลุ่มดีดีทีที่ถูกเลิกใช้ไปนานแล้ว ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศที่ยังมีปัญหายุงก้นปล่องแบบบ้านเรานั้น ยังต้องใช้บ้าง จึงยังมีการตรวจพบการปนเปื้อนในผลิตผลการเกษตร นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า สารกลุ่มดีดีทีนั้นมีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนและ ช่วยเพิ่มฤทธิ์ของเอสโตรเจนธรรมชาติในสัตว์ทดลองให้สูงขึ้นจนน่ากังวล

 

 

นอกจากนี้มีผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวกับความเครียดที่เกิดภายในครอบครัว เช่น แม่อารมณ์เสียบ่อย (เพราะซื้อหวยใบละ 80 บาทไม่ได้) พ่อชอบอยู่บ้านเล็กในเมืองใหญ่ แม่หาพ่อเลี้ยงให้ลูกสาว พ่อและลูกสาวพูดกันคนละภาษา ฯลฯ นั้นก็มีผลสำคัญต่อการเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกของเด็กหญิงที่เร็วขึ้น

 

 

ปัญหาระยะยาวที่เกิดจากการเป็นหนุ่มสาวก่อนเวลาอันควรนั้น มีผู้รวบรวมเป็นประเด็กใหญ่ๆ ได้ 3 ประเด็นคือ เด็กหญิงที่มีประจำเดือนก่อน 12 ปี มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับเด็กหญิงที่มีประจำเดือนเมื่ออายุ 14 ปี ส่วนในเด็กชายก็อาจเสี่ยงต่อมะเร็งที่ระบบสืบพันธุ์ ที่สำคัญเด็กเหล่านี้มักเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานแบบที่ 2 เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น

 

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านสังคมคือส่วนใหญ่เด็กที่เจริญพันธุ์เร็วกว่ากำหนดมักมีอารมณ์เก็บกดและกังวล เพราะช่วงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ร่างกายจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจเข้ากลุ่มกับเพื่อนไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือเด็กหญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็ว อาจถูกละเมิดทางเพศได้ง่าย เนื่องจากมีลักษณะเชิญชวน เช่น กลิ่นกายที่มีมากกว่าเด็กหญิงปกตินั่นเอง

 

 

รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ

นักพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ