Haijai.com


น้ำก๊อกดื่มได้ปลอดภัยจริงหรือ


 
เปิดอ่าน 1190

น้ำก๊อกดื่มได้ปลอดภัยจริงหรือ

 

 

เว็บไซต์ที่เป็นทางการของการประชุมเกี่ยวกับโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน (ซึ่งล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าในปี 2009) กล่าวไว้อย่างที่คนไทยควรอิจฉาว่า “น้ำดื่มที่บริการผู้เข้าร่วมประชุมนั้น มาจากน้ำก๊อกที่ทำจากน้ำใต้ดินที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการสิ้นเปลืองพลังงานที่ใช้ในการผลิตขนส่งและกำจัดขวดน้ำ” ทั้งนี้เพราะในพุทธศตวรรษนี้ เราคงไม่เห็นข้อมูลแบบนี้ในการประชุมในประเทศไทยแน่ เนื่องจากน้ำใต้ดินของประเทศเรานั้น นับวันมีแต่จะน่าเชื่อถือน้อยลง และถ้ามีโรงแรมไหนเอาอย่างบ้าง โดยกรอกน้ำก๊อกให้เราดื่มขณะไปใช้บริการ โดยไม่สนว่าคุณภาพน้ำก๊อกของเราเหมือนที่โคเปนเฮเกนหรือไม่ เราคงได้ฮาแบบขื่นขมกันทั่วหน้า

 

 

ในความเป็นจริงแล้ว มาตรฐานข้อกำหนดคุณภาพน้ำก๊อกของเรา ที่อ้างว่าทำตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ปี 2006 นั้น น่าสนใจว่า ในการตรวจวิเคราะห์ เพื่อควบคุมความปลอดภัยให้ได้มาตรฐาน สามารถทำได้จริงตามกำหนดหรือไม่ ผู้ที่ไม่สนใจประเด็นนี้สามารถสอบถามได้ จากกองวิเคราะห์คุณภาพน้ำของการประปานครหลวง ซึ่งถ้าได้คำตอบว่าทำตามที่กำหนดทุกประการ ก็ขอให้เชื่อไว้ก่อน แล้วอ่านบทความนี้ต่อครับ

 

 

หลายปีมาแล้วผู้เขียนเคยเข้าไปในเว็บไซต์ที่น่าสนใจเว็บหนึ่งคือ wopular.com เมื่อค้นหาข่าวที่เกี่ยวกับการดื่มน้ำ โดยใช้กุญแจคำว่า “drinking water” ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ เช่น คำจำกัดความของน้ำดื่มว่าน้ำดื่มนั้น ต้องมีคุณภาพที่ดีพอที่เราดื่มได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

 

ในเว็บ wtop.com มีบทความที่น่าจะโดนใจคนทั้งโลกคือ “How safe is your tap water? Report finds hundreds of pollutants” ซึ่งหัวข้อดังกล่าวเป็นประเด็นคำถามที่ตราตรึงใจคนไทยมานาน แม้ว่าปัจจุบันผู้ผลิตน้ำก๊อกของไทยออกมายืนยันในแนวว่า น้ำก๊อกไทยเปิดก๊อกดื่มได้ (ถ้าระบบท่อสะอาด ไม่แตก ไม่มีการซ่อมนะครับ มิเช่นนั้นมีโคลนเข้าไปในระบบแน่)

 

 

สำหรับมาตรฐานน้ำดื่มของ WHO สามารถเข้าดูได้ที่ who.int/water_sanitation_health/dwq/fulltext.pdf ส่วนผู้ดื่มน้ำก๊อกเป็นประจำนั้น ถ้าต้องการข้อมูลที่ดูอินเตอร์หน่อย ขอแนะนำให้ไปดูที่ lenntech.com/applications/drinking/standards/who-s-drinking-water-standards.htm ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับชนิด และปริมาณของสารเคมี ที่ไม่ควรมีอยู่เกินในน้ำดื่ม ของคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วย

 

 

มีตัวอย่างที่น่าทึ่งบวกอึ้ง คือ มีการกำหนดปริมาณของสารก่อมะเร็ง (ที่เกินไม่ได้) ไว้ด้วย สารเหล่านี้บางชนิดอยู่ในกลุ่มที่จัดว่า เป็นสารอินทรีย์ (organic compounds) ได้แก่ carbon tetrachloride, dichloromethane, chlorinated hydrocarbon ต่างๆ ซึ่งบ้างก็อยู่ในกลุ่มสารที่เรียกว่า solvents ปัจจุบันยังมีใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภท และบ้างก็เป็นยาฆ่าแมลงที่มีการห้ามใช้แล้ว เพราะก่อมะเร็งและทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สารพิษเหล่านี้ สามารถพบได้ในน้ำที่อยู่ในมาตรฐานของ WHO ซึ่งกำหนดให้ มีได้ไม่เกินค่าที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ต่อผู้ดื่มน้ำ ทั้งนี้เพราะในหลักการทางพิษวิทยาแล้ว มนุษย์ (ที่แข็งแรง) ควรมีความสามารถในการกำจัดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายได้ในระดับหนึ่ง

 

 

ข้อมูลจาก wtop.com กล่าวว่า เคยมีผู้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลราว 20 ล้านข้อมูลที่ได้จากรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ พบว่า ตั้งแต่ปี 2004 มีการพบมลพิษในน้ำก๊อกถึง 316 ชนิด ซึ่งเป็นมลพิษที่มาจาก 97 แหล่ง เช่น ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีจากภาคเกษตร รวมถึงของเสียจากชุมชน ที่สำคัญคือ มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีถึง 205 ชนิด และอีก 86 ชนิด จากน้ำที่ปล่อยสู่ลำรางสาธารณะของโรงงานที่มีระบบการกำจัดน้ำเสีย เป็นต้น ที่ต้องเล่าเรื่องนี้ เพราะการผลิตน้ำก๊อก ที่ส่งให้เมืองใหญ่มักใช้น้ำท่า ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยทำเช่นกัน เพราะน้ำท่าหรือน้ำจากแม่น้ำนั้นต้นทุนถูก ดังนั้น การตรวจพบสารพิษในน้ำก๊อกบ้างเล็กๆ น้อยๆ จึงไม่น่าประหลาดใจ

 

 

การพบสารพิษในน้ำก๊อกของประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ได้บอกว่าน้ำนั้นไม่ได้มาตรฐาน เพราะปริมาณสารพิษแต่ละชนิดที่เจออาจต่ำมากๆ เพียงแต่ว่าประเทศที่เจริญแล้ว เขาวิเคราะห์ เพื่อคอยตรวจสอบว่าอยู่ในระดับทนได้หรือไม่ ด้วยเครื่องมือที่วิลิศมาหรา ในขณะที่ประเทศยังไม่ยอมซื้อเครื่องมือขั้นนั้นมาวิเคราะห์เลยตรวจไม่เจอ คนในบางปะเทศนั้นก็คงยังสบายใจได้ เพราะทางผู้ผลิตน้ำก๊อกในบางประเทศมักบอกว่า ไม่พบ (ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่มี) เพราะไม่ได้ตรวจ

 

 

อ่านมาถึงตอนนี้ ถ้าบทความนี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อผู้ดื่มน้ำก๊อกแล้ว ท่านก็ควรดื่มน้ำก๊อกที่กรองผ่านระบบกรองน้ำก็แล้วกัน โดยให้ไปเลือกเครื่องกรองน้ำที่ผ่านการตรวจสอบจาก consumersearch.com/water-fillters ซึ่งน่าจะพอเชื่อได้ว่า ไม่ได้เสียเงินเปล่า เหตุที่จำเป็นต้องเชิญให้ไปดูในเว็บไซต์ต่างประเทศ เพราะไม่สามารถหาเว็บไซต์หน่วยงานที่เกี่ยวกับมาตรฐานของไทย ที่กล้าระบุยี่ห้อเครื่องกรองน้ำที่ควรใช้ได้ สำหรับคำตอบของเหตุที่ยังหาไม่ได้นั้น เนื่องจาก ยังไม่มีใครว่างจะทำ นี่คือคำตอบของบุคลากรในหน่วยงานหนึ่ง ที่ควรมีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐานเครื่องมือต่างๆ ที่ผู้บริโภคใช้

 

 

สารพิษที่เกิดขึ้นจากการต้มน้ำก๊อกนั้น อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes) ซึ่งชนิดหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาเคมี ระหว่างการต้มน้ำก๊อกที่มีคลอรีน ซึ่งใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ และสารอินทรีย์ที่หลุดรอดจากกระบวนการผลิตน้ำก๊อก ในหลายประเทศได้กำหนดมาตรฐานน้ำก๊อกให้มีสารนี้ ในปริมาณต่ำ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เช่น สหรัฐอเมริกากำหนดปริมาณสูงสุดไว้ไม่เกิน 80 ส่วนในพันล้านส่วน อย่างไรก็ตาม สารพิษกลุ่มนี้ เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีการตรวจวัดในน้ำก๊อก หลายประเทศจึงยังกังวลใจถึงสารเคมีกลุ่มอื่น ที่อาจมีขึ้นเนื่องจาก การต้มน้ำก๊อกแต่ยังตรวจไม่พบ

 

 

ดังนั้น ถ้าผู้บริโภคน้ำก๊อกมีความกังวลใจต่อการเกิดสารพิษ เนื่องจากการต้มน้ำ อาจใช้วิธีกรองน้ำก๊อกก่อนต้ม โดยใช้เครื่องกรองที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดคลอรีนเพียงอย่างเดียวก็ได้ เพื่อป้องกันการเกิดสารกลุ่มฮาโลมีเทน หลังจากการต้มน้ำก๊อก ทั้งที่ในความจริงแล้ว ถ้าเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพดีจริง จะสามารถกรองเอาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคได้ด้วย ปัญหาอยู่ที่ว่าเครื่องกรองที่ดีนั้น หาซื้อได้ที่ไหนบ้างหนอ ในบ้านนี้เมืองนี้

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ