Haijai.com


ตาบอดสี ภาวะตาบอดสี


 
เปิดอ่าน 1632

ตาบอดสี

 

 

ตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รูปกรวย ทำให้การรับรู้สีผิดจากคนทั่วไป เช่น อาจจะเห็นสีแดงเป็นสีเทา ภาวะนี้ไม่สามารถแก้ไขให้เป็นปกติได้ แต่อาจบรรเทาได้ด้วยการใช้เครื่องกรองแสงสีบางสีออกไป และหลีกเลี่ยงการประกอบอาชีพบางอย่าง ที่ต้องอาศัยการมองเห็นสีที่ถูกต้อง

 

 

นอกจากการมองเห็น ตาของคนเรายังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ การเห็นสีสัน ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึกและการรับรู้ อาศัยการเรียนรู้ ประสบการณ์ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและสามารถจำแนกออกเป็นสีที่ละเอียด แตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวกันว่าเราอาจจำแนกสีต่างๆ กันได้มากกว่า 100 สี แต่สีหลักๆ ที่เรามักพูดกันว่า เราเห็นสี 7 สี ตามสีของรุ้งกินน้ำ ในความเป็นจริงใน 7 สีนี้ อาจจะจำแนกเป็นสีเฉดต่างๆ ได้อีกอย่างน้อย 100 สี ตามการตรวจไล่สีแบบหนึ่งที่เรียกว่า Farnsworth 100 hue test ซึ่งจะมีกล่องสีต่างๆ 100 สี ไม่ซ้ำกัน สำหรับให้ผู้ถูกตรวจเรียงสีเหล่านั้น เพื่อทดสอบว่ามีการเห็นสีผิดปกติหรือไม่

 

 

การมองเห็นสี

 

การที่คนเราเห็นสีต่างๆ ได้เป็นเพราะภายในจอตา (retina) ของเรามีเซลล์รับรู้การเห็น (photoreceptor) ชนิดรูปกรวย กล่าวคือ เซลล์รับรู้การเห็นของตาคนเรามี 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่า เซลล์รูปแท่ง (rod) รับรูปการเห็นแค่ขาวดำ และใช้งานในที่แสงสลัวๆ กับ เซลล์รูปกรวย (cone) ซึ่งรับรู้การเห็นในที่สว่างและเห็นสี เซลล์รูปกรวยมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่

 

 เซลล์รูปกรวยสีแดง (R-cone) ซึ่งดูดซับแสงที่มีความยาวคลื่น 570 นาโนเมตร ออกมาเป็นสีแดง

 

 

 เซลล์รูปกรวยสีเขียว (G-cone) รับรู้การเห็นในช่วงคลื่นขนาด 540 นาโนเมตร ออกมาเป็นสีเขียว

 

 

 เซลล์รูปกรวยสีน้ำเงิน (B-cone) รับรู้การเห็นในช่วงคลื่นขนาด 440 นาโนเมตรสูงสุดออกมาเป็นสีน้ำเงิน

 

 

ยกตัวอย่างเช่น คลื่นแสงขนาด 575 นาโนเมตร กระตุ้นทั้งเซลล์รูปกรวยสีแดง (ซึ่งสูงสุดขนาด 570) และเซลล์รูปกรวยสีเขียว (สูงสุดที่ 540) จึงรับรู้ออกมาเป็นสีเหลือง

 

 

คลื่นแสงที่มนุษย์เรามองเห็นมีความยาวคลื่นระหว่าง 400-700 นาโนเมตร ถ้าคลื่นแสงมีความยาวคลื่นต่ำกว่า 400 นาโนเมตร เช่น อัลตราไวโอเลต เอกซเรย์ ตามคนเราจะมองไม่เห็นคลื่นแสงเหล่านี้ ส่วนคลื่นแสงที่ยาวกว่า 700 นาโนเมตร เช่น อินฟราเรด คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ ไมโครเวฟ ตาคนเราก็จะมองไม่เห็นเช่นกัน (ถ้าตาคนเรามองเห็นคงวุ่นวายน่าดู ที่เห็นคลื่นวิทยุโทรศัพน์เต็มไปหมด)

 

 

ภาวะตาบอดสี

 

ภาวะตาบอดสีแต่กำเนิดเป็นที่รู้จักกันมาหลายร้อยปีแล้ว มาจากคำว่า color blind ซึ่งดูจะไม่ถูกต้องนัก น่าจะเป็น color defect หรือเห็นสีบกพร่องมากกว่า เพราะคนที่บอดสีแดงช่าเขาจะไม่เห็นสีแดง เพียงแต่เห็นสีแดงออกเป็นสีอื่นที่ไม่เหมือนคนทั่วไป (อาจจะเห็นเป็นสีเทา) แต่เนื่องจากเขาเห็นสีแดง (ออกสีเทา) มาตั้งแต่เกิด และถูกสอนว่านี่คือสีแดง เขาจึงบอกสีได้ถูกต้อง คือ เอาสีแดงมาถามว่าสีอะไร เขาจะบอกว่าสีแดง คนเหล่านี้จึงมักไม่ยอมรับว่าเขาบอดสีแดง เพราะเอาของสีแดงมาให้ดู เขาก็บอกได้ว่าเป็นสีแดง

 

 

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ จอตาเรามีเซลล์รับรู้การเห็นสีอยู่ 3 ชนิด คือ เซลล์รูปกรวยแดง เขียว และน้ำเงิน กับเซลล์รูปแท่งที่รับรู้เฉพาะขาวดำ และมีความชัดน้อยมาก เราอาจแบ่งผู้ที่มีการเห็นสีบกพร่องตามความผิดปกติของเซลล์รับรู้ การเห็นสีออกเป็น

 

 กลุ่มที่บอดสีจริงๆ คือ เห็นเฉพาะขาวดำ เป็นกลุ่มที่จอตาไม่มีเซลล์รูปกรวยแดง เขียว น้ำเงินเลย หรือบางคนบอกว่ามีเซลล์รูปกรวยชนิดเดียว จึงแยกความแตกต่างของสีไม่ได้เลย กลุ่มนี้พบได้น้อยมาก เป็นกลุ่มที่สายตามัวมาก เพราะเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อการเห็นขาดหายไป สายตามัยมากจนไม่ได้คำนึงถึงการเน้นสีเลย ตามักจะกลิ้งไปมาหรือที่เรียกกันว่า ตาสั่น (nystagmus) เป็นความผิดปกติแต่กำเนิด

 

 

 กลุ่มที่มีความบกพร่องของเซลล์รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่ง อาจจะเพียงพร่องหรือน้อยกว่าคนปกติหรือไม่มีเลย เช่น พร่องรูปกรวยสีแดงหรือไม่มีเซลล์รูปกรวยสีแดงเลย เรียกว่า เป็นคนพร่องสีแดงหรือบอดสีแดงหรือพร่องเซลล์รูปกรวยสีเขียว หรือไม่มีเซลล์รูปกรวยสีเขียวเลย สำหรับการพร่องเซลล์สีน้ำเงิน เชื่อกันว่าไม่น่าจะมีหรือพบได้น้อยมาก ด้วยเหตุที่คลื่นแสงขอบแดงและเขียวใกล้กันมาก การเห็นสีผิดไปทั้งพร่องหรือบอดแดงเขียว จึงปนๆ กัน มักเรียกกันว่าบอดสีแดง-เขียว ซึ่งต้องการการตรวจพิเศษแยกแดงและเขียวออกจากกัน

 

 

การควบคุมเซลล์รูปกรวยให้ปกติอยู่ในยีนในโครโมโซม X ในเพศหญิงมีโครโมโซม XX ในขณะที่เพศชายมีโครโมโซม XY ในเพศชายถ้ามีโครโมโซม X ที่มีการเห็นสีบกพร่องจะแสดงอาการ ส่วนเพศหญิงเนื่องจากมีโครโมโซม X อยู่ 2 ตัว ถ้ามีความผิดปกติที่โครโมโซมตัวใดตัวหนึ่ง เพียงตัวเดียวจะไม่แสดงอาการ แต่เป็นพาหะนำไปสู่ลูกชาย ตาบอดสีที่เป็นแต่กำเนิด จึงพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง (เพศชายพบ 8%) เพศหญิงไม่แสดงอาการแต่เป็นพาหะนำโรคไปสู่ลูกชายต่อไป (เพศหญิงพบได้ 0.5%) โดยพบว่าในเพศชายบอดสีแดง 1% บอดสีเขียว 1% พร่องสีแดง 1% และพร่องสีเขียว 5%

 

 

การตรวจตาบอดดี

 

ตามที่กล่าวมาแล้วว่าคนตาบอดสีที่เป็นแต่กำเนิด มักจะบอกสีได้ถูกต้อง เช่น คนบอดสีแดง นำสีแดงมาวางจะบอกถูกว่าเป็นสีแดง (ทั้งที่มองไม่เห็นเหมือนคนอื่น) จึงไม่สามารถตรวจโดยเอาวัตถุสีต่างๆ มาถามว่าสีอะไร การตรวจตาบอดสีทั่วๆ ไป ที่ประชาชนรู้จักกันดี เป็นการตรวจที่เรียกว่า การคัดกรองการมองเห็นสี (screening test) เป็นการคัดกรองออกว่าผู้ใดมีการเห็นสีที่ผิดปกติ วิธีที่รู้จักกันดีคือ แผ่นภาพ Ishihara โดยอาศัยหลักที่ว่า ผู้ที่บอดสีแดงจะเนสีในแนวที่เรียกกันว่า confusion line สับสน เช่น สีแดงอยู่แนวเดียวกับสีน้ำเงินเขียว จึงแยกสีแดงที่ปนอยู่บนพื้นสีน้ำเงิน-เขียว ไม่ได้ ในทำนองเดียวกันผู้ที่บอดสีเขียว สีเขียวและสีม่วงแดงอยู่ในแนวเดียวกัน หากมีจุดตัวเลขสีเขียวบนพื้นจุดสีม่วงแดง คนตาบอดสีเขียวจะแยกไม่ออก คือ อ่านตัวเลขไม่ได้ เนื่องจากแนวของแดงและเขียวอยูใกล้กันมาก จึงแยกบอดแดงกับเขียวออกจากกันด้วย Ishihara chart ได้ยาก หากอ่านไม่ผ่าน Ishihara chart จึงมักเรียกกันกลางๆ ว่า บอดสีแดง-เขียว

 

 

การแก้ไขตาบอดสี

 

ตาบอดสีเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด ด้วยการที่พร่องหรือขาดเซลล์รูปกรวยบางชนิดไป จึงมิอาจชดเชยหรือแก้ไขให้เป็นปกติได้ เมื่อคนตาบอดสีแยกของสองสิ่งที่เป็นสองสีออกจากกันไม่ได้ บางรายอาจใช้เครื่องกรองแสงสีบางสีออกไป ทำให้อีกสีเด่นขึ้น กล่าวคืออาจไปเพิ่มความสว่างหรือความเข้มของสีหนึ่ง ทำให้แยกความแตกต่างได้สำหรับการทดสอบนั้นๆ เช่น คนที่แยกสีแดงส้ม ออกจากสีเขียวไม่ได้ เมื่อใช้แว่นสีแดง สีเขียวจะดูเข้มขึ้น จึงแยกตัวเลขสีแดงส้มจากกันได้ บางคนจึงใช้วิธีใส่แว่นหรือเลนส์สัมผัสสีแดง ทำให้แยกสีแดงออกจากเขียวได้ เพื่อให้สอบผ่านกรณีใบขับบี่ แต่ในความเป็นจริง การเห็นสีของเขายังผิดปกติเหมือนเดิม

 

 

โดยทั่วไปผู้มีตาบอดสีอาจใช้ชีวิตโดยไม่มีปัญหาอะไร แต่มีผู้เคยศึกษาพบว่าประมาณร้อยละ 70 ของผู้มีตาบอดสีอาจเกิดความยุ่งยากในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกสีในชีวิตประจำวัน เช่น ตัดสินว่าผลไม้สุกจากการดูสีไม่ได้ เลือกด้ายไหมในการเย็บปักผิด เลือกสีเฟอร์นิเจอร์ในบ้านผิด เด็กนักเรียนอาจเลือกสีระบายภาพวาดเขียนผิด เป็นต้น แต่อาจเป็นความผิดพลาดที่ไม่ก่อผลเสียมากนัก ทว่าก็มีบางอาชีพที่การเห็นสีเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ทหาร เภสัชกร ผู้บังคับจราจรทางอากาศ วิศวกรไฟฟ้า เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมสิ่งทอ แม้แต่การขึ้นรถสาธารณะก็อาจมีความจำเป็นต้องมีการเห็นสีที่ปกติ

 

 

สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเลือกการเรียน เพื่อวิชาชีพในอนาคต ในปัจจุบันบางสาขาอาชีพจะมรับผู้ที่ตาบอดสี เนื่องจากคาดว่าจะมีปัญหาในระหว่างเรียนและการทำงานในอนาคต เมื่อตรวจพบว่าตาบอดสี และมีข้อห้ามในคณะนั้นๆ ก็ควรเลี่ยงไปเรียนสาขาที่ไม่เกี่ยวกับการเห็นสีจะดีกว่า

 

 

ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต

จักษุแพทย์

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ