Haijai.com


กวาดยา แก้โรค เพิ่มภูมิต้านทาน


 
เปิดอ่าน 8467

กวาดยา แก้โรค เพิ่มภูมิต้านทาน

 

 

สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็ก จำได้ว่า ตัวเองมักเจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูจากร้อนเป็นฝน จากฝนเป็นหนาว อาการที่เป็นอยู่บ่อยๆ คือ หวัด เสลดลงคอ ไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร

 

 

นอกจากสถานีอนามัยที่ไปบ่อยๆ แล้ว บ้านหมอกวาดยาก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เข้าออกบ่อยที่สุด เพราะหลังจากที่กินยาแผนปัจจุบันแล้ว อาการไม่ดีขึ้น แม่จะพาไปกวาดยาทุกครั้ง ซึ่งก็ทำให้อาการดีขึ้นจนหายเป็นปกติ ตอนหลังการกวาดยาจึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการรักษา

 

 

ทำความรู้จักกับ “การกวาดยา” ภูมิปัญญาไทยที่ใช้รักษาสุขภาพมาหลายชั่วอายุคน และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

 

 

ตรอก (หมอ) กวาดยา

 

ถึงแม้ว่าความเจริญทางการแพทย์ในเมืองหลวงจะรุดหน้าไป แต่หารู้ไม่ว่า ในย่านเจริญกรุง ยังมีตรอกเล็กๆ ที่ชื่อว่า “ตรอกหมอ” (ปัจจุบัน คือ ซอยเจริญกรุง 83)

 

 

ตรอกหมอเป็นซอยตันที่มีเพียงบ้านของหมอแดง ซึ่งเป็นบ้านไม้ทรงไทยโบราณขนาดเล็ก ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นคลินิกแพทย์แผนไทย เพื่อให้บริการคนไข้ที่หลั่งไหลมารักษาโรคภัยไข้เจ็บมานานเกือบ 10 ทศวรรษ

 

 

แพทย์ไทยปัทมภัณฑ์ นรินทรากูร ณ อยุธยา หรือหมอแดง เจ้าของคลินิก แพทย์แผนไทยหรือเรียกกันติดปากว่า คลินิกหมอมา (เป็นคุณตาของหมอแดง) ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญการกวาดยาให้เด็ก

 

 

คุณหมอแดงเล่าให้เราฟังว่า “เด็กส่วนมากที่พ่อแม่พามากวาดยา มีอาการท้องขึ้น ตัวร้อน ไอ มีน้ำมูก เสมหะ เบื่ออาหาร ไม่กินนม ร้องไห้งอแง สร้างความทุกข์ทรมานทั้งเด็กและพ่อแม่

 

 

“การกวาดยาเป็นการรักษารูปแบบหนึ่งที่ให้ผลเร็ว กล่าวคือตัวยาจะเข้าไปช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น และการกวาดยายังเป็นการทำความสะอาดลำคอ ทำให้กินอาหารอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อกวาดยาแล้ว เด็กจะอ้วกออกมาเป็นการชะล้างสิ่งสกปรก อย่างเช่นเสลด หรือเสมหะ ออกจากร่างกาย”

 

 

แต่ด้วยธรรมชาติของเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง ประกอบกับความเจ็บป่วยทรมานทำให้เด็กๆ ร้องไห้ งอแง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่หมอกวาดยาต้องมีคือ หลักจิตวิทยาที่จะให้เด็กยอมให้ความร่วมมือ

 

 

“หมอกวาดยาต้องมีเทคนคิการหลอกล่อให้เด็กยอมจำนน เช่น การพูดจาหยอกหล้อ เอาของเล่น และลูกอมที่เด็กชอบมาอวด เพื่อดึงดูดความสนใจ นอกจากนี้รู้จักป้องกันตัวไม่ให้ถูกเด็กกัดนิ้ว โดยพ่อแม่ต้องช่วยล็อคตัวเด็กให้แน่น แล้วหมอจะใช้นิ้วกวาดเข้าไปตรงโคนลิ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น”

 

 

เด็กทุกคนที่มาพบหมอแดงใช่ว่าจะกวาดยากันได้ทุกคน  หมอต้องไถ่ถามอาการอย่างเป็นกันเองก่อน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่คนไข้ให้การยอมรับในตัวหมอ

 

 

“หมอต้องสอบถามก่อน มีอาการเป็นอย่างไร จากนั้นก็จะให้เด็กอ้าปากดู ว่ามีแผลในปากหรือไม่ คอแดง มีเสลดหรือเสมหะหรือเปล่า หลังจากนั้นเราก็จะมาวางแผนการรักษากัน คือ ถ้ามีแผลร้อนในปาก จะกวาดยาไม่ได้  จะใช้ยาป้ายแทน หรือในกรณีที่คอแดง เจ็บคอ ก็จะใช้หลอดกาแฟเป่ายาเข้าไปในลำคอแทนการกวาดยา

 

 

สำหรับยาที่ใช้ในการกวาดนั้น เป็นตำรับยาที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (รุ่นหมอมา) และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

“ไม่ว่าคนไข้เป็นโรคอะไร คุณตาก็จะจัดยารักษาโรคให้จนหายเป็นปกติ เรียกกันติดปากว่า ยาขอหมอวาน ตำรับที่ใช้กวาดยาเรียกว่า ตำรับแดงกวาด ไม่ใช่ชื่อของหมอนะ แต่เป็นสีของยาเมื่อผสมเสร็จแล้ว ซึ่งจะมีสีแดง รสขมเย็นๆ”

 

 

คุณหมอสรุป สำหรับขั้นตอนในการเตรียมยา ดังนี้ นำยามา 3 เม็ด โรยเกลือลงไปเล็กน้อย แล้วหั่นหอมแดง 1-2 แว่นผสมลงไป เทน้ำต้มสุก เหล้าหรือน้ำมะนาว ซึ่งเป็นน้ำกระสายยาลงไป คนให้เข้ากัน แช่ตัวยาไว้ประมาณ 10-20 นาที จากนั้นเทตัวยาใส่ครก ค่อยๆ ตำ หรือใช้ช้อนบี้ จนตัวยาละเอียดเป็นเนื้อครีม ป้ายนิ้วมือลงในตัวยา แล้วนำมาวาดคอ

 

 

นอกจากนี้พ่อแม่สามารถซื้อยากลับไปกวาดให้ลูกเองได้ แต่ต้องมีความชำนาญมากพอ

 

 

แต่ผู้เขียนก็ไม่ขอแนะนำให้กวาดยาเอง เพราะการกวาดยานั้น ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการทำ มิเช่นนั้น อาจเกิดอาการสำลัก ทำให้ตัวยาไปอุดกั้นทางเดินหายใจเป็นอันตรายต่อเด็ก

 

 

ฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์แผนไทยจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

 

 

ถึงแม้การกวาดยาจะนิยมมากในเด็ก แต่สำหรับผู้ใหญ่ก็สามารถกวาดได้เหมือนกัน หมอแดงกล่าวทิ้งท้าย

 

 

นอกจากยาที่เป็นตำรับเฉพาะรายแล้ว ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยังมี ตำรับยามหานิลแท่งทอง ที่แพทย์แผนไทยนำมากวาดยาในเด็กได้เหมือนกัน ซึ่งประกอบไปด้วย

 

 เนื้อในสะบ้ามอญ (สุม)

 

 หวายตะค้า (สุม)

 

 เมล็ดมะกอก (สุม)

 

 ลูกมะคำดีควาย (สุม)

 

 ถ่านไม้สัก

 

 แก่จันทร์แดง

 

 แก่นจันทร์เทศ ใบพิมเสน

 

 ใบย่านาง หมึกหอม และเบี้ยจั่นคั่ว

 

 

ตัวยาที่ได้จะมีลักษณะสีดำ ก่อนจะนำมากวาดคอนั้น ต้องบดให้ละเอียด บีบมะนาว และหยดน้ำผึ้งลงไป แทรกเกลือนิดหน่อย ก็จะได้รสชาติดีทีเดียว (หวานอมเปรี้ยว เค็มเล็กน้อย)

 

 

ทำไม ยังมีการกวาดยา

 

เด็กเกือบทุกรายที่เข้ามาพบหมอ ต้องจบด้วยการอาเจียนหรืออ้วกออกมาและร้องไห้จ้า จนพ่อแม่ต้องรีบปลอบ โอ๋ เป็นการใหญ่

 

 

แต่ทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองก็ยังจะพาลูกหลานของตัวเองมากวาดยา ทั้งๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการสุขภาพในโรงพยาบาลได้ง่ายกว่าในอดีต

 

 

หมอแดงบอกกับผู้เขียนว่า

 

“หมอเชื่อว่า คนไข้มีความเคารพและศรัทธาต่อหมอและคุณตา รวมไปถึงพ่อแม่ของหมอ เขาจึงเชื่อมั่นในผลการรักษา และหลังจากการกวาดยาแล้ว เด็กๆ หายจากอาการป่วยจริง เลยมีทั้งคนไข้เก่าและคนไข้ใหม่แวะเวียนมารักษา โดยอาศัยการบอกปากต่อปาก ให้มารักษาที่นี่”

 

 

นอกจากความศรัทในตัวหมอ การรักษาที่มีประสิทธิผลแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า ความสนิทสนมเป็นกันเอง ระหว่างหมอกับคนไข้ ทำให้พ่อแม่พาลูกๆ มารักษากันอย่างต่อเนื่อง

 

 

เมื่อลูกป่วยไม่สบาย พ่อแม่ก็ย่อมมีความกังวลเป็นธรรมดา เพราะความเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว แต่ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วย

 

 

ในงานวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาในการกวาดยาเด็ก ได้อธิบายไว้ว่า การกวาดยาไม่ใช่เพียงเพื่อการรักษาโรคเท่านั้น ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่รู้ว่า ช่วยป้องกันโรคด้วย เพราะเป็นการสร้างภูมิชีวิตให้เด็กมีความแข็งแรง นอกจากนี้เด็กที่เคยชินกับการได้รับการกวาดยาจะทำให้กินยาง่าย และช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ลำบากในการดูแลสุขภาพลูกๆ

 

 

การกวาดยาจึงไม่ใช่แค่การรักษาเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย สามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ จึงทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กและพ่อแม่ดีขึ้น

 

 

การกวาดยาจึงนับเป็นการรักษาวิธีหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเยียวยาโรคและเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี หากใครสนใจกวาดยาก็สามารถเข้าไปขอรับคำปรึกษาจากแพทย์แผนไทยในคลินิกและโรงพยาบาลของรัฐได้นะครับ

 

 

พทป.ชารีฟ หลีอรัญ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ