Haijai.com


ตำนานแพทย์แผนจีน เรียนรู้ก่อนรักษา


 
เปิดอ่าน 1407

ตำนานแพทย์แผนจีน เรียนรู้ก่อนรักษา

 

 

แพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์การแพทย์มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 5,000 ปี เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนโบราณ ศาสตร์แห่งธรรมชาติ ศาสนา ปรัชญาโบราณ และอื่นๆ อีกมากายเข้าไว้ด้วยกันเป็นองค์รวม ซึ่งนับว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นของศาสตร์นี้

 

 

ความเป็นมา

 

เบื้องต้นแพทย์แผนจีนถือกำเนิดขึ้นมาจากการสังเกตและจดบันทึกสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของชาวจีนโบราณ ทั้งที่ได้มาด้วยความตั้งใจหรือพบเจอโดยบังเอิญ เช่น สังเกตชีวิตสัตว์ต่างๆ ที่มีอาการป่วยแล้วกินพืชหรือหญ้าแปลกๆ ที่ต่างไปจาอาหารหลักที่กินเป็นประจำ  เป็นต้น และยังดึงเอาทฤษฎีของศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสร์ ตรรกศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ชีวศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ รวมถึงหลักปรัชญาต่างๆ เช่น หลักหยิน-หยาง ทฤษฎีปัญจธาตุ หรือที่เรารู้จักกันในทฤษฎี 5 ธาตุนั่นเอง มาผสมผสานรวมเป็นทฤษฎีแพทย์แผนจีนในปัจจุบัน

 

 

ยุคสมัย

 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ พบว่า การแพทย์ของชาวจีนโบราณมีมายาวนาน โดยในยุค ราชวงศ์อิน ได้ค้นพบการบันทึก 16 โรคลงบนกระดองเต่า ซึ่งครอบคลุมโรคทางอายุรกรรม ศัลยกรรม โรคระบบประสาทและสมอง โรคเกี่ยวกับดวงตา โรคทางระบบหูคอจมูก โรคทางทันตกรรม โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรคทางสูตินรีเวช กุมารเวช รวมถึงโรคตดต่อต่างๆ

 

 

เมื่อเข้าสู่ยุคของ ชุนชิว- จ้านกว๋อ ทฤษฎีแพทย์แผนจีนก็มีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น จนถึงยุค ราชวงศ์ฉิน-ฮั่น ได้มีการแต่งคัมภีร์ทางการแพทย์ชื่อ “หวงตี้-เน่ยจิง” ซึ่งรวบรวมทฤษฎี ปรัชญาและอธิบายการเกิดโรค วิธีตรวจวินิจฉัยและรักษาตามหลักแพทย์แผนจีนไว้อย่างครบถ้วน เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งมีการสืบทอดความรู้มาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ต่อมาในยุค ราชวงศ์ฮั่น มีนายแพทย์ท่านหนึ่งชื่อ จางจ้งจิ่ง ได้แต่งคัมภีร์ชื่อ “ซางหัน จ๋าปิ้งลุ่น” ขึ้นมา ซึ่งอธิบายถึงโรคต่างๆ ทั้งโรคที่เกิดจากภายในและภายนอก พร้อมบรรยายถึงการดำเนินของโรค การใช้ยารักษา และการใช้เข็มรักษาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

 

 

นอกจากนี้ จางจ้งจิ่งยังได้คิดค้นวิธีตรวจวินิจฉัยโรคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแพทย์แผนจีน ซึ่งก็คือการ “เปี้ยน-เจิ้งลุ่นจื้อ” หมายถึง การแยกแยะวินิจฉัยโรคตามกลุ่มอาการ และการวางแผนการรักษาที่ยังคงยึดถือเป็นแบบแผนถึงปัจจุบันนี้

 

 

คัมภีร์ต่างๆ เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดความรู้ของแพทย์แผนจีนในยุคหลังๆ

 

 

นอกจากนี้ในยุคราชวงศ์ฮั่นก็มีแพทย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เนื่องจากมีชื่อปรากฏในวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊ก มีการนำชีวประวัติท่านมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครทีวีมากมาย ซึ่งก็คือ นายแพทย์ฮว่าถัว ท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรม และได้คิดค้นสูตรยาสลบ ยาชา เพื่อใช้ในการผ่าตัด แต่น่าเสียดายที่คัมภีร์ที่ท่านได้เขียนขึ้น ถูกเผาทำลาย โดยภรรยาของผู้คุมเรือนจำ หลังจากที่ท่านได้มอบให้กับผู้คุมเรือนจำในบั้นปลายชีวิตขณะที่ถูกคุมขังอยู่

 

 

ในยุค ราชวงศ์จิ้น -> สุย -> ถัง นั้น แพทย์แต่ละท่านได้นำคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง และคัมภีร์ซางหัน จำปิ้งลุ่น มาศึกษา เพื่อเป็นพื้นฐานในการต่อยอดแต่งคัมภีร์ทางการแพทย์เล่มอื่นๆ ขึ้นมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ชื่อ “ม่ายจิง” แต่งโดย นายแพทย์หวังซูเหอ ซึ่งได้กล่าวถึงชีพจรต่างๆ ไว้มากมาย คัมภีร์ “เจินจิ่วเจี๋ยอี่จิง” แต่งโดย นายแพทย์หวงผู่มี่ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่อธิบายเกี่ยวกับการฝังเข็มที่เก่าแก่ที่สุด ที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน โดยได้บันทึกจุดฝังเข็มไว้กว่า 600 จุด

 

 

ในยุค ราชวงศ์จิ้น และราชวงศ์ถัง ก็มีการแต่งคัมภีร์ชื่อ “เชียนจินเย่าฟาง” และ “เชียนจินอี้ฟัง” โดย นายแพทย์ซุนซือเหมี่ยว คัมภีร์ดังกล่าวถือได้ว่า เป็นสารานุกรมทางการแพทย์ที่สมบูรณ์เล่นหนึ่งทีเดียว

 

 

นอกจากนี้ในยุคนี้ยังมีการแต่งคัมภีร์ที่เกี่ยวกับโรคทางศัลยกรรม สูตินรีเวช กุมารเวช หูตาคอจมูก และอื่นๆ อีกมากมาย จึงถือได้ว่าเป็นยุคแห่งการพัฒนาทางการแพทย์แผนจีนที่ค่อนข้างสำคัญทีเดียว

 

 

ต่อมาในยุค ราชวงศ์ซ่ง -> จิน -> หยวน มีการพัฒนาศาสตร์แพทย์แผนจีนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งแพทย์ต่างๆ ในยุคนี้ได้ประยุกต์พื้นฐานทฤษฎีแพทย์แผนจีน ผนวกเข้ากับประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง และได้ก่อตั้งสำนักการแพทย์ต่างๆ ขึ้นมากมาย โดยในยุคนี้มีนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงถึง 4 ท่าน ซึ่งมีสำนักเป็นของตัวเอง

 

 

ในยุค ราชวงศ์หมิง -> ชิง มีการแต่งคัมภีร์เกี่ยวกับโรคที่มีความร้อน โรคระบาดต่างๆ และมีสำนักการแพทย์ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้น 4 สำนัก

 

 

ต่อมาหลังสงครามฝิ่นของจีนเป็นช่วงที่มีการเผยแพร่การแพทย์แผนตะวันตกมายังประเทศจีน มีนายแพทย์ท่านหนึ่งชื่อ จางซีฉุน ได้กล่าวว่า “การแพทย์ไม่ควรหยุดอยู่ที่คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง แต่ควรนำจุดเด่นของแพทย์ตะวันตกมาพัฒนาแพทย์แผนจีนต่อไป” ท่านจึงได้แต่งคัมภีร์ชื่อ “อีเสว๋จงจงชันซีลู๋”

 

 

หลังจาก ค.ศ.1956 เป็นต้นมา ประเทศจีนรณรงค์ให้ผสมผสานองค์ความรู้ระหว่างแพทย์แผนจีนกับแพทย์แผนตะวันตก และได้นำเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยมาวิจัยศาสตร์แพทย์แผนจีนอีกด้วย จึงทำให้ระบบทฤษฎีแพทย์แผนจีน ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว

 

 

จากบทความข้างต้นทำให้รู้ว่า ประวัติศาสตร์จีนมีแพทย์จีนที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ซึ่งแต่ละท่านช่วยกันคิดค้นและพัฒนาการแพทย์ในแต่ละยุคสมัย จึงทำให้ระบบทฤษฎีต่างๆ ของแพทย์แผนจีนมีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ปัจจุบันแพทย์แผนจีนเป็นระบบการแพทย์ที่มีองค์ความรู้สมบูรณ์ และมีประวัติเก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่ง ซึ่งการตรวจวินิจฉัยทำได้ 4 วิธี คือ การ “มอง ฟัง ถาม จับ” และมีวิธีรักษาทั้งการใช้สมุนไพรจีน การฝังเข็ม การรมยา การนวดทุยหนา ชี่กง และการรักษาโดยใช้อาหารเป็นยา เป็นต้น

 

 

แพทย์จีนนภษร แสงศิวะฤทธิ์

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ