Haijai.com


ภูมิแพ้และทางแก้ ยาต้านฮิสทามีน


 
เปิดอ่าน 755

ภูมิแพ้และทางแก้

 

 

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อรับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการ โดยจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ

 

 

โรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น ซึ่งพยาธิสภาพนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่ทำงานมากเกินไป ทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติของอวัยวะนั้นๆ เช่น

 

 ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการคันและเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม แสบตา

 

 

 ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คันจมูก คันเพดานปากหรือคอ

 

 

 ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด (asthma) ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบเหนื่อย หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบาก หรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะตอนกลางคืน เช้ามืด หรือขณะออกกำลังกายหรือขณะเป็นไข้หวัด

 

 

 ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผู้ป่วยจะมีอาการคัน มีผดผื่นตามตัว ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆ หรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่ ในเด็กเล็กมักเป็นที่แก้ม ก้น หัวเข่า และข้อศอก ในเด็กโตมักเป็นที่ข้อพับ แขนและขา ในรายที่เป็นเรื้อรังผิวหนังบริเวณที่เป็นจะหนาตัว และมีสีคล้ำขึ้น

 

 

นอกจากนั้นผิวหนังอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางชนิดที่แพ้ได้ เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง โดยอาจมีการอักเสบ เป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง และคันมาก ที่เรียกว่า ลมพิษ ซึ่งมักจะเกิดจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล หรือแพ้แมลงกัดต่อย หรือแพ้ยา

 

 

 ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด อาจมีอาการของระบบทางเดินหายใจ (เช่น หอบหืด แพ้อากาศ) และผิวหนัง (เช่น ผื่นคัน ลมพิษ) ร่วมด้วย อาหารที่เป็นสาเหตุได้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักและผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและสี

 

 

การรักษาโรคภูมิแพ้ มี 4 ขั้นตอน คือ

 

1.การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงหรือกำจัดสิ่งที่แพ้ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการรักษาและป้องกันที่สาเหตุ อาจใช้วิธีสังเกตว่าสัมผัสกับอะไร อยู่ในสิ่งแวดล้อมใด หรือรับประทานอะไรแล้วมีอาการ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น นอกจากนั้นควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้เหลือน้อยที่สุด

 

 

2.การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เชน ยาต้านฮิสทามี ซึ่มีความจำเป็นในระยะแรก เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองต่างๆ 100% อย่างไรก็ตามยาเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เมื่อสามารถดูแลตนเอง และควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ

 

 

3.การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการรักษาโดยฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเข้าไปในร่างกายทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนเพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาได้ หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย

 

 

4.การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโรคบางอย่างร่วมด้วย เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ เยื่อบุจมูกบวมมากผิดปกติ ซึ่งไม่ดีขึ้นหลังให้การรักษาด้วยยา

 

 

เมื่อเกิดปฏิกิริยาการอักเสบจากภูมิแพ้ สารเคมีสำคัญที่หลั่งออกมา คือ ฮิสทามีน (histamine) ซึ่งจะกระตุ้นทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรคภูมิแพ้ ยาต้านฮิสทามีน จะไปป้องกันไม่ให้ฮิสทามีนจับกับตัวรับฮิสทามีนที่อวัยวะต่างๆ จึงบรรเทาอาการต่างๆ ของโรคภูมิแพ้ดังกล่าวข้างต้นได้

 

 

ยาต้านฮิสทามีน แบ่งเป็น

 

 ยาต้านฮิสทามีนชนิดเฉพาะที่ (topical H1-antihistamine)

 

 ยาต้านฮิสทามีนชนิดพ่นจมูก มีประสิทธิภาพดีในการบรรเทาอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้มักจะทนต่อยาได้ดี

 

 ยาต้านฮิสทามีนชนิดหยอดตา มีประสิทธิภาพดีเช่นกันในการบรรเทาอาการคัน เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล

 

 

แต่ยาต้านฮิสทามีนชนิดพ่นจมูกดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ทางตาเท่าใดนัก เมื่อเปรียบเทียบกับยาต้านฮิสทามีนชนิดกิน

 

 

ข้อดีของยาฮิสทามีนชนิดเฉพาะที่ คือ สามารถออกฤทธิ์บรรเทาอาการทางจมูกและตาได้เร็ว (ภายใน 30 นาที) ปัจจุบันยาต้านฮิสทามีนชนิดพ่นจมูกไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

 

 

 ยาต้านฮิสทามีนผสมกับยาหดหลอดเลือด (H1-antihistamine + decongestant) จุดประสงค์ของการผสมยาทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน คือ ใช้ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งยาต้านฮิสทามีนมีฤทธิ์ดังกล่าวน้อย นอกจากนั้นถ้ายาต้านฮิสทามีนชนิดที่ผสมกันเป็นชนิดที่ทำให้ง่วง ยาหดหลือดเลือดอาจช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าวได้ ยาผสมชนิดนี้สามารถให้ได้ ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มีอาการคัน น้ำมูกไหล จาม ร่วมกับอาการคัดจมูก และมีรายงานว่าสามารถบรรเทาอาการดังกล่าวได้ดี

 

 

ข้อดีคือ ไม่ต้องสั่งยาทั้ง 2 ชนิด (คือ ยาต้านฮิสทามีนและยาหดหลอดเลือด) ให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งจะเพิ่มความร่วมมือของผู้ป่วยในการกินยา

 

 

 ยาต้านฮิสทามีนชนิดกิน (oral H1-antihistamine) มี 3 รุ่น

 

 ยาต้านฮิสทามีนรุ่นแรก เช่น ยา chlorpheniramine, diphenhydramine, cyproheptadine, hydroxyzine ยากลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรใช้ในผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือขับขี่รถยนต์ เรือ เครื่องบิน และไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยากดประสาทชนิดอื่นๆ เช่น ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาคลายเครียด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) นอกจากนั้นยาชนิดนี้ จะมีฤทธิ์ต้านระบบประสาทชนิดโคลเนอร์จิก (anticholinergic) ด้วย ทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง เสมหะและน้ำมูกเหนียวข้น ท้องผูก ปัสสาวะ ขัดในผู้ชาย ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคหืด โดยเฉพาะขณะหอบ โรคต้อหิน และโรคต่อมลูกหมากโต

 

 

 ยาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 2 เป็นการพัฒนายาต้านฮิสทามีนรุ่นแรก เช่น terfenadine, astemizole, loratadine และ cetirizine ยา terfenadine และ astemizole มีปัญหาต่อระบบหัวใจ จึงได้ถอนทะเบียนออกไป ยากลุ่มนี้มีข้อดีกว่ายาต้านฮิสทามีนรุ่นแรก คือ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ และออกฤทธิ์ได้นาน เพราะจับกับตัวรับฮิสทามีนได้แน่นและนานขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยาต้านฮิสทามีนรุ่นแรก

 

 

 ยาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 3 เป็นยาต้านฮิสทามีนรุ่นใหม่ ซึ่งพัฒนามาจากยาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 2 เช่น fexofenadine, desloratadine และ levocetirizine ยากลุ่มนี้มีข้อดีกว่ายาต้านฮิสทามีนกลุ่มอื่นๆ คือ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดี ตัวยาเป็นตัวที่สามารถออกฤทธิ์ได้เลย ดังนั้น จึงไม่รบกวนการทำงานของตับ ยาออกฤทธิ์ได้นาน เพราะจับกับตัวรับฮิสทามีนได้แน่นและนานขึ้น จึงใช้เพียงวันละครั้ง และเจาะจงเฉพาะกับตัวรับฮิสทามีน ชนิด H 1 (histamine H1 – receptor) เท่านั้น จึงใช้ปริมาณยาน้อยลง

 

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ใช้ยาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 2 หรือ 3 มากกว่ายาต้านฮิสทามีนรุ่นแรก สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ยาต้านฮิสทามีนได้ผลดีในการบรรเทาอาการที่เกิดจากฮิสทามีน เช่น คัน จาม น้ำมูกไหล คันเคืองตา แต่ได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก นอกจากนั้นยาต้านฮิสทามีนยังทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ดีขึ้นด้วย การใช้ยาต้านฮิสทามีนในการรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ในเด็กนั้น ได้ผลดีและปลอดภัย

 

 

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคจมูกและภูมิแพ้

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ