Haijai.com


ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน ลดความอ้วน


 
เปิดอ่าน 962

ผ่าตัดรักษา โรคอ้วน

 

 

ความอ้วนไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่ใช่ว่าเราจะต่อต้านความอ้วนแต่อย่างใด เพียงแต่จะสื่อสารให้เข้าใจว่าความอ้วน ไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต แต่หากเป็นสาเหตุของการเกิดโรคภัยต่างๆ ได้อีกมากมายเช่นกัน ฉะนั้นการลดความอ้วนไม่ใช่กระแสที่ใครควรต่อต้าน หรือคิดว่าทำตามแล้วจะกลายเป็นกลุ่มคนนิยมเทรนด์ลดน้ำหนักไปกับเขาด้วย โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะความอ้วนที่ค่อนข้างมาก หรือเริ่มมีการสะสมของไขมันที่เห็นได้อย่างชัดเจน ควรเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ และปกป้องร่างกายจากภัยที่ติดมากับความอ้วนกันได้แล้วนะ

 

 

โรคอ้วนคืออะไร

 

“ความอ้วน” จัดว่าเป็น “โรค” หรืออาการป่วยชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากสะสมปริมาณไขมันที่มากเกินไปในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น โดยผู้ที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 90 กิโลกรัมขึ้นไปก็จะถือว่าเป็นโรคอ้วนแล้ว บริเวณที่ไขมันมักจะเข้าไปสะสมมากที่สุดจะเป็นส่วน ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เป็นต้น ซึ่งนอกจากไขมันเหล่านั้นจะไม่สร้างประโยชน์ใดๆ แก่ร่างกายแล้ว ยังมีแต่จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ อีกมากมาย เพราะจำนวนของไขมันที่มากเกินไป จะส่งผลต่อการอุดตันของเส้นเลือดในส่วนต่างๆ จนอาจก่อให้เกิดโรคได้ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดอีย

 

 

สาเหตุของ “โรคอ้วน”

 

 การเลือกรับประทานอาหาร เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานของหวาน อาหารประเภทโปรตีน แป้ง หรือไขมัน รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือน้ำตาลกลูโคส เพราะเมื่อเรารับประทานอาหาร และเครื่องดื่มเหล่านี้เข้าไป ร่างกายจะทำการดูดซึมสารอาหารไว้ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย ส่วนอาหารที่ถือว่าเป็นส่วนเกินก็จะถูกกักเก็บอยู่ในรูปของไขมัน โดยมีฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) เป็นกลไกหลัก และจะสามารถลดจำนวนไขมันลงได้ ก็ต่อเมื่อร่างกายเกิดการเผาผลาญ

 

 

 วัฒนธรรม เนื่องจากแต่ละเชื้อชาติจะมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร การดำเนินชีวิต และสภาพอากาศที่อำนวยต่อร่างกายในแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง ซึ่งการแก้ปัญหาการเกิดภาวะอ้วนคือ การรู้จักปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม รวมถึงการรู้จักควบคุมพฤติกรรมของตัวเองเป็นสำคัญ

 

 

 กรรมพันธุ์ เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ยกตัวอย่างเช่น ในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคขาดฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลโดยตรงต่อความรู้สึกอยากอาหาร และความอ้วน ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคอ้วนได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

 

 

 ภาวะป่วยในจิตใจ หลายคนคงเคยได้ยินว่า เมื่อไรก็ตามที่เราเครียด เราจะรู้สึกอยากกินอาหาร หรือขนมหวานมากขึ้น นั่นเป็นเพราะสมองสั่งการให้ร่างกายหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ให้อยู่ในภาวะที่สมดุล จึงไม่แปลกที่เมื่อเรารู้สึกเครียดหรือเบื่อ สารนี้ก็จะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นให้เรากลับมามีอารมณ์ที่ปกติเหมือนเดิม โดยการทำให้เรารู้สึกอยากทานอาหาร หรือของหวานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นวิธีคืนความสุขให้ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ

 

 

อย่างไรก็ตามในภาวะของคนที่เป็นโรค Anoresia nervosa หรือ โรคกลัวอ้วน ที่ถือว่ามีอาการเครียด เกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจ และความคิดโดยตรง แต่เป็นเพราะสมองสั่งการให้ปฏิเสธการรับอาหารเช้าสู่ร่างกาย กลัวน้ำหนักขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองอ้วนมากทั้งที่ความจริงแล้ว ร่างกายยังมีรูปร่างที่ปกติ สมส่วน หรืออาจจะไม่ถึงขั้นอ้วนจนอันตราย เป็นโรคพบได้มากในปัจจุบัน และจัดว่าเป็นโรคที่อ้นตรายอย่างหนึ่งในมนุษย์เลยก็ว่าได้

 

 

วิธีผ่าตัดรักษา โรคอ้วน

 

การผ่าตัดลดความอ้วนมีด้วยกัน 2 แบบคือ Gastric Band และ Gastric Bypass เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องทั้งหมด โดยแพทย์จะทำการวางยาสลบผู้ป่วย และทำการผ่าตัดทันที แต่ละวิธีมีความแตกต่างกันดังนี้

 

 Gastric Band เป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของกระเพาะ ด้วยวิธีการใส่ห่วงรัด (แบบปรับได้) ตรงบริเวณกระเพาะส่วนต้น ซึ่งแพทย์จะทำการปรับขนาดให้กระเพาะมีขนาดอยู่ที่ 15-30 มิลลิเมตร แต่จะไม่ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร หากแต่เป็นการลดขนาดของกระเพาะเพื่อทำให้เรารู้สึกอิ่มไวขึ้น และรับปริมาณอาหารได้น้อยลงเท่านั้น ข้อดีของวิธีผ่าตัดนี้ คือ ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดน้อย มีความเสี่ยงน้อย ไม่ต้องทานวิตามินหลังการผ่าตัด และยังสามารถปรับสายรัดของกระเพาะได้ใหม่ หากผู้ป่วยหรือแพทย์มีความเห็นว่าน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเริ่มมากขึ้น ก็จะทำการปรับสายรัดให้ขนาดของกระเพาะเหมาะสมกับผู้ป่วยนั่นเอง สำหรับผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดด้วยวิธีนี้ สามารถลดน้ำหนักตัวได้ร้อยละ 50-60 หลังจากการผ่าตัด จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากกว่า

 

 

 Gastric Bypass เป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนกว่าแบบแรกค่อนข้างมาก และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หลังการผ่าตัด โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดกระเพาะและลำไส้ เพื่อเป็นการย่นระยะของทางเดินอาหารให้สั้นลง ทำให้มีการดูดซึมอาหารได้น้อยลง และอาหารส่งถึงลำไส้ได้เร็วขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นวิธีที่มีผลต่อระบบย่อยอาหารโดยตรง อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะต้องมีการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมากเป็นพิเศษ โดยการทานวิตามินเพื่อเป็นการรักษาบาดแผล และต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการประมาณ 2-3 วัน อีกทั้งระยะเวลาในการพักฟื้นหลังผ่าตัดอีกประมาณ 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดลดกระเพาะด้วยวิธีนี้ มีน้ำหนักที่ลดลงร้อยละ 90 หลังจากผ่าตัด แต่เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการรั่วของบาดแผลได้ง่ายกว่า

 

 

ผู้ป่วยจะมีแผลหลังผ่าตัดขนาดเล็กที่หน้าท้องขนาดประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร และอาจมีอาการเจ็บตรงบริเวณบาดแผลเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจากการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารนี้ จะขึ้นอยู่กับวินัยการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพราะได้มีการระบุแล้วว่าหลังการผ่าตัดแล้ว กระเพาะสามารถขยายได้อีกตามปริมาณอาหารที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไป ดังนั้นหากเป็นการผ่าตัดด้วยวิธีแรก (Gastric Band) อาจโชคดีหน่อยตรงที่ยังสามารถปรับสายรัดบริเวณกระเพาะได้ แต่หากเป็นการผ่าตัดด้วยวิธีที่สอง (Gastric Bypass) ผู้ป่วยจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย ฉะนั้นความสำเร็จของการผ่าตัดในแต่ละแบบนี้ จะขึ้นอยู่กับความตั้งใจ และความพยายามของผู้ป่วยเองทั้งสิ้น

 

 

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด

 

ผู้ป่วยและผู้ดูแลจะต้องมีความละเอียดในการเลือกอาหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากบาดแผลหลังการผ่าตัดกระเพาะอาจจะยังไม่เข้าที่ ซึ่งอาหารที่ผู้ป่วยสามารถทานได้ก็คือ

 

 อาหารเหลว ในส่วนของอาหารก็จะเป็นการทานด้วยการปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาหยอดให้ทางสายยาง เช่น หมูไม่ติดมัน ไก่ไม่มีหนัง ไข่ขาวและผัก ก็สามารถนำมาปั่นทานได้ ส่วนขอน้ำการทานได้โดยใช้วิธีการจิบครั้งละน้อยๆ สำคัญ คือ ต้องงดการดื่มน้ำอัดลม กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนทุกชนิด และเลือกดื่มแต่น้ำจำพวก น้ำผลไม้ (แบบไม่ใส่น้ำตาล) นม (ไม่มีไขมัน) (ไม่มีน้ำตาลเพิ่ม) เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยจะไม่สามารถดื่มและทานไปพร้อมกันได้ หากจะดื่มก็ต้องดื่ม หากจะทานก็ทานได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากผู้ป่วยเลือกที่จะทานอาหารแล้ว ต้องทิ้งช่วงเวลา 30 นาที ถึงจะดื่มน้ำตามได้ เนื่องจากพื้นที่ของกระเพาะมีพื้นที่ๆ จำกัดขึ้นนั่นเอง โดยผู้ป่วยต้องรับอาหารเหลวแบบนี้อยู่ประมาณ 1 เดือน

 

 

 อาหารชนิดอ่อน หลังจาก 1 เดือน ผู้ป่วยจะสามารถทานอาหารชนิดอ่อนได้ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มใส่ถั่ว เพื่อเป็นการเสริมวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนแก่ร่างกาย และเป็นการช่วยให้แผลในกรเพาะหายไวขึ้นนั่นเอง โดยผู้ป่วยต้องรับอาหารชนิดอ่อนแบบนี้ไปอีกประมาณ 2 เดือน หากแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารบางอย่างเพิ่มจากเดิมได้ ผู้ป่วยก็จะสามารถรับประทานอาหารบางอย่างได้ตามปกติ แต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่ไม่จัด ไม่เผ็ด ไม่ร้อนจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระเพาะอาหารได้

 

 

นอกจากนี้ผู้ป่วยจะต้องฝึกนิสัยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากขึ้น และกลืนให้ชาลง เพื่อให้กระเพาะมีความคุ้นเคยกับการบีบตัวต่ออาหาร โดยเฉพาะกับอาหารที่มีลักษณะแข็ง เช่น ผลไม้แห้ง หรือเนื้อสัตว์ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยนานกว่าอาหารทั่วไป ทั้งนี้การรับประทานอาหารของผู้ป่วย จะกลับสู่ภาวะปกติได้ก็ต่อเมื่อผ่านการผ่าตัดไป 2-3 เดือน และได้รับการรับรองจากแพทย์ผู้ผ่าตัดว่า บาดแผลบริเวณกระเพาะนั้นแห้ง และหายเป็นปกติแล้วนั่นเอง

 

 

ความคิดผิดๆ ของคนอ้วนยาก

 

หลายคนคงเคยสัมผัสประสบการณ์กับคนรู้จัก หรือคนใกล้ชิดที่มีนิสัยชอบกิน หรือกินอาหารในปริมาณที่เท่ากัน แต่ไฉนเลยไม่มีที่ท่าว่าจะอ้วนหรือมีพุงกันเลย จนหลายครั้งเกิดเป็นความอิจฉาแก่คนทั่วไปว่า อยากกินเยอะแต่ไม่อ้วนแบบนั้นบ้าง แต่ความจริงแล้วอาการอ้วนยากมใช่เรื่องที่น่าอิจฉาอะไรเลย เพราะนั่นอาจเกิดจากภาวะความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งมีหน้าที่ในการกระตุ้นการเผาผลาญ และช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตนั่นเอง โดยผู้ที่เสี่ยงต่อการป่วยนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

 

 

โดยมีสาเหตุมาจากระบบไทรอยด์ที่ทำงานมากจนผิดปกติ ซึ่งจะทำให้มีความรู้สึกหิวบ่อย กินเยอะแต่ไม่มีความอ้วนแสดงออกให้เห็น ความบกพร่องเหล่านี้จะส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบการเต้นของหัวใจ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนในระยะยาวได้ นอกจากสาเหตุความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แล้ว ยังมีสาเหตุจากโรคต่างๆ ร่วมด้วย เช่น โรคพยาธิ และโรคอุจจาระร่วง เป็นต้น

 

 

แม้ว่าความอ้วนจะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์มากเท่าไร แต่การมีน้ำหนักตัวที่ผอมจนเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีกว่าแน่นอน ซึ่งปกติแล้ว เราสามารถตรวจสอบดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ของเราได้ว่า มีระดับอยู่ในเกณฑ์ใด สำหรับคนไทยควรมีดัชนีมวลกายอยู่ที่ 18.5-22.9 จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และก็เป็นคำที่มักถูกทิ้งท้ายเสมอ หากพูดถึงสุขภาพ นั่นคือการหมั่นออกกำลังกาย และเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์นั่นเอง ถึงจะเป็นประโยคที่เจอบ่อยแต่น้อยคนที่จะทำมันได้นะ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ