Haijai.com


คู่มือกินยาคุมกำเนิด ปลอดภัย ไกลโรค


 
เปิดอ่าน 806

คู่มือกินยาคุมกำเนิด ปลอดภัย ไกลโรค

 

 

รู้ไหมคะว่า นอกจากยาแก้ปวดแล้ว ยังมียาอีกชนิดหนึ่งที่คุณผู้หญิงจำเป็นต้องใช้นั่นก็คือ ยาคุมกำเนิด ผู้เขียนได้อ่านข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ที่ศึกษาการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในผู้หญิงอายุ 15-45 ปี จำนวน 300 คน พบว่า มีเพียงร้อยละ 53.6 เท่านั้นที่ใช้ยาถูกวิธี

 

 

เป็นข้อมูลที่น่าตกใจค่ะ เพราะแสดงว่าผู้หญิงเกือบครึ่งหนึ่งกำลังใช้ยาคุมผิดวิธี จึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดให้ถูกต้องปลอดภัยมาฝาก

 

 

นานาประโยชน์จากยาคุมกำเนิด

 

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลประจำจังหวัดพิจิตร อธิบายว่า

 

 

“ในยาเม็ดคุมกำเนิดจะมีฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรน ซึ่งเป็นฮอร์มนเพศหญิง โดยกลไกลการทำงานของยาเม็ดคุมกำเนิด คือ ห้ามการตกของไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้ปากมดลูกเหนียวจนอสุจิไม่อาจเข้าไปได้”

 

 

จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์หลักของผู้ใช้ยาคุมกำเนิด คือ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ก็มีสาวๆ หลายคนกินยาคุมเพื่อความสวยงาม คุณหมอชัญวลีอธิบายว่า

 

 

“ปัจจุบันมีการปรับสูตรยา นอกจากมีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและเอสโทรเจนที่มีคุณสมบัติป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ตัวยายังมีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อแอนโดรเจน ซึ่งหลังกินยาจะทำให้ผู้ใช้บางคน ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น เช่น ช่วยลดหนวด ลดเครา ลดสิว ลดหน้ามัน แต่ไม่ได้ช่วยผู้ที่มีปัญหาสิวที่เกิดจากกรรมพันธุ์หรือการติดเชื้อ”

 

 

ถึงอย่างนั้นแพทย์ปัจจุบันก็ยังใช้ยาคุมกำเนิด เพื่อบำบัดโรคบางชนิด ซึ่งคุณหมอชัญวลีสรุปไว้ดังนี้

 

 

1.โรคไข่ไม่ตก ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่มีประจำเดือน หรือมีประจำเดือนกะปริบกะปรอย สามารถใช้ยาคุมกำเนิดทดแทนการทำงานของฮอร์โมนได้

 

 

2.ผู้ที่มีฮอร์โมนน้อย ในบางคนรังไข่ไม่ทำงาน เนื่องจากระบบฮอร์โมนทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่มีประจำเดือน การใช้ยาคุมก็ทำให้มีประจำเดือนได้

 

 

3.โรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่ ผู้ป่วยโรคนี้มีฮอร์โมนเพศชายสูง มีภาวะอ้วน ไม่มีประจำเดือน ยาเม็ดคุมกำเนิดจะช่วยลดขนาดของถุงน้ำได้

 

 

4.ลดอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ คือ เป็นอาการปวดที่ไม่ได้เกิดจากโรคแฝง เกิดจากโพรงมดลูกมีแรงดันสูง การกินยาคุมจะช่วยลดอาการปวดแบบปฐมภูมิได้

 

 

แต่กรณีเป็นการปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ คือ มีโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ยาคุมอาจไม่ได้ช่วยให้หายปวด

 

 

ผู้ป่วยโรคใดบ้างต้องระวัง

 

แม้ยาคุมกำเนิดจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ มากกว่าแค่การคุมกำเนิด แต่ถึงอย่างนั้นหากใช้ไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วย

 

 

คราวนี้เรามาดูกันว่า ผู้ป่วยโรคใดบ้างต้องระมัดระวังการกินยาคุมกำเนิดเป็นพิเศษ

 

1.โรคหัวใจ

 

อาจารย์ นายแพทย์สุนทร ม่วงมิ่งสุข ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า

 

 

“ผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถกินยาเม็ดคุมกำเนิดได้ แต่ต้องกินยารักษาโรคหัวใจร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอ เพราะการใช้ยาคุมกำเนิด อาจทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อนได้ง่ายขึ้น และเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในร่างกายได้ง่าย”

 

 

“แต่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดเขียว (มีเลือดดำจากหัวใจห้องขวาไหลมาผสมกับเลือดแดงในหัวใจห้องซ้าย) และมีเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ หรือผู้ป่วยที่เคยมีก้อนเลือดไปอุดตามหลอดเลือดของร่างกายมาแล้ว ไม่ควรกินยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างเด็ดขาด”

 

 

ส่วนคุณหมอชัญวลีอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคที่ห้ามใช้ยาคุมกำเนิด คือ

 

 

2.มะเร็งเต้านม

 

แม้ยาคุมไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม แต่เพราะฮอร์โมนในเม็ดยาอาจส่งผลให้มะเร็งเต้านมกำเริบ หรือลุกลามได้ ดังนั้น ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม

 

 

3.โรคตับ

 

ผู้ป่วยโรคตับหรือตับมีความผิดปกติไม่ควรใช้ เพราะฮอร์โมนในเม็ดยาอาจเข้าไปทำให้การทำงานของตับลดลงได้

 

 

4.ผู้มีรอบเดือนผิดปกติ

 

สำหรับผู้มีรอบเดือนผิดปกติ หากยังไม่ได้รับการตรวจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด ควรตรวจให้ทราบสาเหตุเสียก่อน เพื่อความปลอดภัย

 

 

กินยาคุมอย่างไร ปลอดภัยชัวร์

 

เนื่องจากยาคุมกำเนิดมีความจำเป็นสำหรับคุณผู้หญิงบางท่าน เราจึงมีคำแนะนำวิธีกินที่ถูกต้องมาฝาก คุณหมอชัญวลีอธิบายว่า

 

1.ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่า ควรกินยาคุมกำเนิดประเภทใด

 

 

2.ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกิน 5 ปี

 

 

3.ควรพบแพทย์ทุกปี เพื่อประเมินความเสี่ยงในการกินยาคุมกำเนิดในปีต่อๆ ไป

 

 

4.กรณีใช้ยาคุมเพื่อรักษาโรค ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่ง ไม่ควรซื้อยาคุมกำเนิดมากินเอง

 

 

นอกจากนี้ เภสัชกรหญิงพิธัญญา มะลารัมย์ หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัด ชลบุรี ได้แนะนำต่ออีกว่า

 

 

5.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนร่วมกับการกินยาคุม เพราะฮอร์โมนเอสโทรเจน จะไปขัดขวางกระบวนการกำจัดกาเฟอีนออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายมีกาเฟอีนตกค้างเป็นเวลานาน จึงเกิดอาการใจสั่น กระวนกระวายนอนไม่หลับตามมาได้

 

 

6.ส่วนคุณผู้หญิงที่เป็นฝ้า ควรเลือกยาคุมกำเนิดชนิดที่มีระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนต่ำ และควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วย เพื่อลดการเกิดฝ้า

 

 

ความรู้เหล่านี้นำไปบอกต่อคนใกล้ตัว ก็จะช่วยให้เราและเพื่อนๆ แข็งแรงปลอดภัยได้ค่ะ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ