Haijai.com


ศาสตร์การฝังเข็ม รักษาสิวฝ้าร่องแก้มลึกใต้ตาคล้ำ


 
เปิดอ่าน 2071

หน้าสวย ด้วยการฝังเข็ม

 

 

การฝังเข็มเป็นศาสตร์โบราณที่มีมานับพันปี ได้รับการพิสูจน์และยอมรับว่าเป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่ง ที่ได้ผลดีในหลายโรค ปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อยมาก

 

 

แม้ปัจจุบันการแพทย์จะก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ การรักษาแบบดั้งเดิมอย่างการฝังเข็ม ก็ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องการเสริมความงาม อาทิ การรักษาสิวฝ้า ร่องแก้มลึกใต้ตาคล้ำ ลดริ้วรอยให้ตื้นขึ้น โดยอาศัยพลังธรรมชาติ เพื่อปรับสมดุลภายในร่างกาย เป็นการ สวยจากภายใน อย่างถาวร

 

 

ศาสตร์การฝังเข็ม

 

ศาสตร์การฝังเข็มเพื่อรักษาผิวพรรณ เป็นแนวทางการรักษาอย่างหนึ่งในแพทย์แผนจีน เป็นการปรับสมดุลในร่างกายให้สู่ความสมดุลด้วยตัวของมันเอง ในแผนจีนความสมดุลในร่างกาย รวมถึงผิวพรรณเกี่ยวข้องกับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่ทำงานสมดุลกัน เกี่ยวข้องกับการทำงานของเลือด สารน้ำ รวมถึงลมปราณหรือว่า ชี่ (Chi) ที่ต้องไหลเวียนสมดุลกันในร่างกาย และการทำงานสอดคล้องกัน ถ้าภาวะสมดุลต่างๆ เหล่านี้ดี ผิวพรรณก็จะสดชื่น แต่ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งเสียไป ก็ทำให้ผิวพรรณดูไม่สดชื่น ไม่สดใส ทำให้เกิดจุดด่างดำ เกิดฝ้า เกิดสิว เกิดริ้วรอย ซึ่งเป็นภาวะสะท้อนถึงความไม่สมดุลข้างในของร่างกาย รวมถึงโรคต่างๆ ก็เกิดจากความไม่สมดุลตรงนี้ด้วย มีการใช้ทฤษฎีต่างๆ ในการปรับสมดุลในร่างกาย ด้วยการใช้การฝังเข็ม เช่น การใช้ทฤษฎีหยินหยาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ตามแผนจี ทุกอย่างในโลกรวมทั้งร่างกายของเราก็ต้องมีความสมดุลของหยินหยางนี้ การใช้ทฤษฎีห้าธาตุ ซึ่งแทนอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่มีความสัมพันธ์กัน หรือทฤษฎีเส้นลมปราณ ที่เป็นเหมือนโครงข่ายที่อยู่ทั่วร่างกาย เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ในร่างกายไว้ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการฉีดสีเข้าไปที่จุดฝังเข็ม พบว่าเป็นช่องทางในการส่งสัญญาณไปจุดต่างๆ ในร่างกาย ตามทฤษฎีของเส้นเมอริเดียน รวมถึงการปรับสารน้ำ ของเหลว เลือด ลมปราณต่างๆ ที่วิ่งในร่างกายให้สมดุลด้วย ดังนั้น เข็มที่จิ้มลงไป จะไปกระตุ้นระบบในร่างกาย ช่วยให้เลือดไหลเวียน เมื่อทุกอย่างภายในร่างกายดีแล้ว ผลที่ได้รับจะสะท้อนให้เห็นบนใบหน้า และผิวพรรณ แน่นอนว่าผิวพรรณก็จะดีตามมาด้วย

 

 

ดังนั้น การฝังเข็มเพื่อผิวพรรณ เป็นการปรับทั้งระบบ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ได้แค่เรื่องผิวพรรณที่ดีเท่านั้น แต่เรื่องสุขภาพก็จะดีขึ้นตามมาด้วย

 

 

การวิเคราะห์แบบแผนแพทย์จีน

 

การเกิดสิว ฝ้า ริ้วรอย ร่องลึก บนใบหน้า สะท้อนถึงเรื่องของการทำงานของอวัยวะที่ไม่สมดุล แพทย์จะทำการตรวจดูว่า มีความผิดปกติอะไรโดยการดูลิ้น ดูชีพจร ดูตำแหน่งที่สิวขึ้น เช่น ถ้าสิวขึ้นตรงจมูก ก็เกี่ยวกับเรื่องปอด ถ้าสิวที่มีลักษณะหัวแดงเป็นหนอง แสดงว่าภายในร่างกายร้อน ส่วนสิวที่มีลักษณะคล้ายเลือดคล้ำๆ ก็แสดงถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เป็นต้น

 

 

การเกิดฝ้าบนใบหน้าในแผนจีนเกี่ยวข้องกับ ตับ ม้าม ไต ถ้าตับผิดปกติ ก็จะเกิดฝ้าบริเวณโหนกแก้ม หรือเกิดฝ้ารอบตา ในแผนจีนตับก็เกี่ยวข้องกับอารมณ์ อาจทำให้บางคนมีอาการหงุดหงิดง่าย เกี่ยวข้องกับเลือด ทำให้บางคนประจำเดือนผิดปกติ

 

 ฝ้าเกี่ยวข้องกับม้าม ม้ามในแผนจีนเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร เกี่ยวข้องกับเลือด เกี่ยวข้องกับการกำจัดของเสีย ฝ้าที่เกิดจากม้ามผิดปกติ ฝ้าก็จะมีลักษณะมันๆ ดูสกปรก คนไข้มีลักษณะบวม ท้วมเหมือนลักษณะบวมน้ำ แล้วก็มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ร่วมด้วย

 

 

 ฝ้าเกี่ยวข้องกับไต ไตในแผนจีนเกี่ยวข้องกับน้ำ ถ้ามีลักษณะขาดน้ำ มันจะส่งผลให้ฝ้ามีลักษณะดำเหมือนไหม้ คนไข้ก็จะดูผอมดูลักษณะเหมือนตรากตรำทำงานหนัก แต่บางครั้งในคนเดียวกันก็พบลักษณะร่วมกันได้

 

 

ปัจจัยการเกิดฝ้า แผนปัจจุบันก็จะบอกว่าเกิดจากฮอร์โมน กรรมพันธุ์ แสงแดด ยาบางชนิด ส่วนแผนจีนก็จะพูดถึงเรื่องระบบภายใน รวมถึงการปฏิบัติตัวที่ไม่สมดุลกับปัจจัยภายนอก เช่น ดิน ฟ้า อากาศ การรับประทานอาหาร ความเครียด ถ้าสิ่งเหล่านี้มากระทบ ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ ฝ้าจะกลับมากวนใจหรือหายขาดหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่การดูแลของตัวเอง กรรมพันธุ์ของแต่ละคน ความรุนแรง ความลึกของฝ้า ระยะเวลาที่เป็นฝ้ารวมถึงลักษณะภายในที่ผิดปกติด้วย เช่น คนที่มีลักษณะภายในผิดปกติมาก อย่างบางคนเป็นฝ้าเกี่ยวข้องกับไต ตามแผนจีนอ่อนแอเรื้อรัง อาจส่งผลให้หายช้า หรือคนที่เป็นมานานแล้ว หรือเป็นเรื้อรังจะรักษายากกว่าคนที่เพิ่งเป็น นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสาเหตุด้วยว่า ฝ้านั้นเกิดจากอะไร เช่น ฝ้าที่เกิดจากแดด หากคนไข้ดูแลตัวเองดี ทาครีมกันแดดเยอะๆ เลี่ยงแสงแดด สวมหมวกปีกกว้างเวลาอยู่กลางแจ้ง ฝ้านั้นก็จะกลับมาช้า หรือคนที่เป็นฝ้าหลังคลอดที่เกิดจากฮอร์โมน รักษาด้วยการฝังเข็มพร้อมทั้งดูแลตัวเองดี ฝ้าก็หายไปได้ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าการดูแลตัวเองไม่ดี เครียด นอนไม่พอ หรือไม่หลีกเลี่ยงแดด ฝ้านั้นก็กลับมาเป็นเร็ว

 

 

 ริ้วรอยร่องลึก เกี่ยวข้องกับม้ามทำงานผิดปกติ ม้ามในแผนจีนก็เกี่ยวข้องแหล่งอาหารในการหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เกี่ยวกับเลือด ช่วยสร้างลมปราณ ถ้ามันทำงานผิดปกติก็เกิดริ้วรอยได้ ผิวพรรณดูไม่ดี บางคนริ้วรอยเกิดจากไตทำงานผิดปกติ ซึ่งไตเกี่ยวกับน้ำ เมื่อทำงานผิดปกติไปทำให้ขาดน้ำ ผิวพรรณแห้ง ไม่สดชื่น บางคนเกิดจากลมปราณทำงานผิดปกติ การหล่อเลี้ยงไม่ดี การไหลเวียนเลือดไม่ดี ผิวพรรณก็อาจเกิดริ้วรอยร่องลึกตามมาได้

 

 

 รอยคล้ำใต้ตา เกิดจากตับแผนจีนทำงานผิดปกติ ตากับตับเกี่ยวพันกันตามแผนจีน หรือบางคนเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือดไม่ค่อยดี หรือบางคนจากสารน้ำจากไตแผนจีนทำงานผิดปกติ ทำให้ขอบตาคล้ำได้

 

 

ลักษณะเข็มที่ใช้

 

ลักษณะเข็มที่ใช้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์แต่ละคน แต่โดยเฉลี่ยเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 0.1-0.3 มิลลิเมตร ซึ่งคนไข้บางคน อาจจะรู้สึกว่ามันน่ากลัวเหมือนเข็มฉีดยาไหม จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเข็มฉีดยา เนื้อเยื่อถูกทำลายมากกว่าการฝังเข็ม ส่วนใหญ่ในการรักษาสิวที่เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1 มิลลิเมตร ในบางครั้งอาจจะใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ 0.2 มิลลิเมตรด้วยแต่น้อยกว่า ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน บางครั้งอาจจะใช้เข็มที่ใหญ่ขึ้นในแง่ของการกระตุ้น กับคนไข้บางราย แต่คนไข้บางรายก็ใช้เข็มเล็กก็ทำให้การไหลเวียนก็ดีขึ้นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกระตุ้น

 

 

เข็มที่ใช้ในการฝังมีหลายแบบ เข็มมาตรฐานที่ใช้ทั่วไปก็คือ เข็มใบสน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1-0.3 มิลลิเมตร ความยาวของเข็มมีตั้งแต่ 6 13 16 25 40 จนถึง 75 หรือ 100 มิลลิเมตรก็มี ส่วนเข็มอื่นๆ ที่ใช้กันก็มี เข็มปล่อยเลือด เข็มหู เข็มเจ็ดดาว เข็มนอน เป็นต้น การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน

 

 

การฝังเข็มบนใบหน้าเลือกใช้เข็มขนาด 0.1x25 มิลลิเมตร ในคนไข้บางรายอมจจะใช้ขนาด 0.1x25 มิลลิเมตร ในคนไข้บางรายอาจจะใช้ขนาด 0.1x10 มิลลิเมตร ถ้าเป็นการฝังเข็มตามลำตัว ใช้เข็มยาวประมาณ 25-40 มิลลิเมตร ส่วนการฝังเข็มรักษาขอบตาคล้ำ จะใช้เข็มที่มีขนาด 0.1x6 และ 0.1x8 มิลลิเมตร ในคนไข้บางรายโดยการฝังเข็มแต่ละครั้ง แพทย์จะใช้เข็มจำนวน 10-30 เล่ม ต่อการฝังเข็มหนึ่งครั้ง

 

 

ขั้นตอนการรักษา

 

ประเด็นแรกแพทย์จะพิจารณาจากปัญหาแล้วก็ซักแบบองค์รวม เพราะแผนจีนต้องซักทั้งระบบ ดูเรื่องภายในว่าเป็นอย่างไร และดูเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ดูเรื่องอารมณ์ ประจำเดือน การรับประทาน การนอน การทำงาน หลังจากนั้นก็ตรวจร่างกายคนไข้โดยรวม ทั้งจับชีพจร ตรวจตา ตรวจลิ้น ตรวจดูเรื่องกลิ่นประกอบด้วย แพทย์ก็ทำการประเมินโดยรวม พอได้โรคตามแผนจีนแล้วก็มีการเลือกจุดฝังเข็ม เพื่อแก้ไขตามโรคแผนจีนนั้นๆ

 

 การจับชีพจรหรือการดูลิ้น ก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาตามแพทย์แผนจีน แต่ชีพจรในแผนจีนกับแผนปัจจุบันก็ต่างกัน ในแผนปัจจุบันก็จับตามจังหวะอัตราการเต้นของชีพจรเลย แต่ว่าในแผนจีนจะดูถึงลักษณะตำแหน่ง ดูจังหวะการเต้น ดูลักษณะความกว้าง ความยาว ความแรง ความราบรื่น ความตึงแน่นของชีพจร เช่น ในแผนปัจจุบันก็บอกว่า คนนี้มีอัตราการเต้นหัวใจ 78 ครั้งต่อนาที แต่ว่าในแผนจีนเราก็จะดูว่า คนนี้มีลักษณะชีพจรหลายอย่างที่พูดมาข้างต้นเป็นแบบไหน ยกตัวอย่างคนนี้มีชีพจรลักษณะลื่นเหมือนไข่มุก (ดูลักษณะของความราบรื่น) ซึ่งชีพจรแบบนี้บ่งบอกว่า ระบบภายในร่างกายมีเรื่องของความชื้น หรือว่ามีของเสียที่คั่ง หรือบาคนชีพจรมีลักษณะที่ตึงแน่นเหมือนสายพิณ อาจจะบ่งบอกได้ว่าตับทำงานไม่ดี เป็นต้น

 

 

 การตรวจดูลิ้น ซึ่งลิ้นก็บอกโรคได้ โดยจะดูสี ตำแหน่งของลิ้น ดูฝ้าที่ลิ้น ดูรอยคล้ำ ดูจ้ำดูแผล ดูร่องลึก ว่ามีอะไรผิดปกติไหม ดูลักษณะของลิ้นว่าบวมไหม ซึ่งเหล่านี้ก็บ่งบอกถึงโรคได้

 

 

 วิธีเลือกจุดฝังเข็ม เมื่อดูความผิดปกติแล้ว ก็เลือกแก้ไขความไม่สมดุลนั้นๆ แล้วแต่ว่าจะใช้ทฤษฎีหยิน หยาง ทฤษฎีเรื่องของธาตุ ทฤษฎีเรื่องของอวัยวะภายใน ทฤษฎีเส้นลมปราณก็ได้ในการพิจารณาจุดฝังเข็ม ใช้การจับคู่ใกล้ไกลก็ได้ เช่น บางคนบอกว่าผิดปกติที่ใบหน้า แล้วทำไมไปฝังเข็มที่ขา ซึ่งเป็นการใช้ทฤษฎีที่ว่า ใช้จุดไกลมารักษา จะพิจาณาว่าคนไข้เหมาะสมจะใช้ทฤษฎีอะไร ซึ่งในแต่ละครั้งของการฝังเข็ม ก็มีการปรับเปลี่ยนจุดหรือตำแหน่งในการฝังเข็มได้ และในแต่ละคนแม้มีปัญหาเดียวกัน แต่จุดที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันได้

 

 

มาดูตัวอย่างจุดที่เลือกในแต่ละเรื่อง

 

ในเรื่องสิว เราไม่ได้เลือกจุดเฉพาะตรงใบหน้า แต่จะมีการฝังจุดอื่นๆ ร่วม จะมีจุดตามตัวแขนขา หรือบางทีแทบจะไม่ปักที่หน้าเลยด้วยซ้ำ แต่จะปักไปตามตัว แขนขา เพื่อแก้ความไม่สมดุลภายใน ซึ่งต้องดูตามอาการคนไข้แต่ละราย ว่าเขาเป็นสิวจากสาเหตุอะไร เช่น บางคนมีความร้อนมากเกินไป ก็ต้องรักษาด้วยการฝังเข็มไปในจุดที่จะระบายความร้อน ขับความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อปรับสมดุลร่างกาย แต่จุดบนใบหน้าที่ใช้ก็อาจเป็นจุดที่แก้อวัยวะภายในได้ หรือปรับเลือดลมปราณ หรือเป็นจุดที่ใกล้เคียงกับสิวก็ได้ ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน เช่น ตำแหน่งโหนกแก้ม ตำแหน่งศีรษะ ตำแหน่งคาง หรือฝังตรงตำแหน่งที่เป็นสิวเลยก็ได้เช่นกัน แพทย์บางท่านอาจจะมีการปักเข็มลงตรงหัวสิวเลยก็มี เพื่อจะให้บริเวณนั้นเลือดไหลเวียนดีขึ้น ขับของเสียได้ดีขึ้น ลดการอักเสบได้ดีขึ้น

 

 

คนที่เป็นฝ้า คุณหมอเองก็จะให้วิธีการฝังเข็มบนใบหน้า เพื่อให้มีการไหลเวียนดีขึ้น และฝังเข็มบริเวณแขน ขา ร่วมด้วย คนไข้บางคนก็ฝังบริเวณโหนกแก้ม ซึ่งเลือกได้ว่าจะใช้ตรงตำแหน่งไหน แล้วแต่ว่าจะใช้จุดตามทฤษฎีไหน จุดไกลรักษา หรือจุดแทนอวัยวะนั้น จริงๆ แล้ว การฝังเข็มสามารถฝังได้ทั่วร่างกาย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่า คนไข้มีอาการข้างในเป็นอย่างไร แล้วแต่ว่าจะดึงทฤษฎีไหนเข้ามาใช้ให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย ในแต่ละครั้งที่ทำการรักษา

 

 

ดังนั้น คนที่เป็นสิว เป็นฝ้า จุดฝังเข็มก็อาจจะต่างกัน เนื่องจากแต่ละคนระบบร่างกายไม่เหมือนกัน และการมารักษาในแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกันด้วย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าจะใช้ทฤษฎีไหนมาใช้

 

 

กระบวนการรักษา

 

ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายก่อน จัดให้คนไข้อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย และสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย จากนั้นก็เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดหน้า โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ (แอลกอฮอล์) มาเช็ดบริเวณตำแหน่งที่จะฝังเข็ม จากนั้นก็ใช้เข็มปักไปตามจุดต่างๆ ของร่างกาย อาจจะมีการใช้กระแสไฟฟ้ามากระตุ้น ให้กับคนไข้ในบางราย โดยใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที หลังจากนั้นก็ถอนเข็มออก แล้วก็กดเลือด หลังการฝังเข็ม คนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

 

 

ระยะเวลารักษา

 

การรักษาคนไข้แต่ละคนก็ตอบสนองไม่เหมือนกัน ทั้งเรื่องสิว ฝ้า ริ้วรอย หน้าใส ขึ้นอยู่กับภายในร่างกายของคนไข้แต่ละคน รวมถึงการดูแลตัวเองและอายุของคนไข้ด้วย

 

 

ร่างกายภายในและสภาพผิวในแต่ละคน รวมถึงการปฏิบัติตัวในการใช้ชีวิตเป็นปัจจัยที่จะกำหนดการรักษาว่า จะกี่ครั้งถึงจะตอบสนองดี อย่างเช่น บางคนฝังเข็มรักษาหน้าใส ทำครั้งหนึ่งแล้วก็รู้สึกว่าหน้าเนียนขึ้น รู้สึกว่าทาแป้งติดดีขึ้นก็มี บางคนรักษาเรื่องฝ้า ทำการฝังเข็มไป 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกว่าฝ้าจางลง แต่บางคนก็นานกว่านั้น บางคนก็ใช้เวลาถึง 10 ครั้ง ถึงจะเห็นผล ในเรื่องสิว รักษา 1-2 ครั้งก็เห็นว่ามันยุบแล้ว ประกอบกับการดูแลตัวเองดี ถ้าไปทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล เยอะ หรือว่านอนดึก สิวก็เห่อขึ้นมาใหม่ได้

 

 

การฝังเข็มรักษาในช่วงแรกจะพิจารณาการฝังเข็มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วเว้นไป 1-2 สัปดาห์ จากนั้นก็ลดเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ครั้ง ถ้าอาการดีขึ้นก็จะปรับเป็นเดือนละ 1 ครั้ง แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่ตัวคนไข้เองด้วย ว่าพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ สุขภาพร่างกายโดยรวมนั้น เราดูแลตัวเองดีหรือไม่

 

 

คุณหมอเคยทำวิจัย การฝังเข็มรักษาฝ้าเทียบกับยามาตรฐานที่รักษาฝ้า ปรากฏว่า การตอบสนองก็ดีขึ้นทั้งสองกลุ่ม แต่ว่าในกลุ่มยามาตรฐาน เมื่อหยุดยาแล้วฝ้าจะกลับมาเร็ว ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มฝ้าที่รักษาด้วยการฝังเข็ม ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ฝ้าก็หายไปนาน บางคนประมาณ 2 เดือน ฝ้ายังไม่ค่อยขึ้นมาก็มี และในบางคนหยุดฝังเข็มไปแล้ว ผลการรักษาฝ้ามันยังมีอยู่ ฝ้าค่อยๆ จางลงไปอีกก็มี ส่วนเรื่องริ้วรอย บางคนก็เห็นผลประมาณ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอก็เคยทำการวิจัย ศึกษาเรื่องริ้วรอยใต้ตา พบว่าประมาณ 8 สัปดาห์ (โดยค่าเฉลี่ย) ริ้วรอยดูจางลง

 

 

ข้อควรระวังและควรหลีกเลี่ยง

 

การฝังเข็มสามารถฝังได้ทั่วร่างกาย แต่ว่าควรระมัดระวังในบางตำแหน่ง ถ้าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นปัญหา เพราะจะรู้ตำแหน่งว่า ตำแหน่งไหนควรหลีกเลี่ยง เช่น บริเวณบ่าก็ต้องระวัง เพราะใกล้ปอด คนไข้มีลักษณะผอม ถ้าเลือกเข็มที่ยาวแทงตรงเกินไป ก็อาจจะทะลุปอดได้ สำหรับผู้ที่ไปทำหัตถการ อย่างเช่น โบท็อกซ์ ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนการฝังเข็ม เพื่อที่แพทย์จะได้หลีกเลี่ยงบริเวณนั้นก่อนฝังเข็ม หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เลือดออกง่าย ผู้ที่ทานยาสลายลิ่มเลือด หรือเป็นโรคจิตบางชนิด ควรหลีกเลี่ยงในการฝังเข็ม

 

 

เตรียมตัวก่อนฝังเข็ม

 

 ทำใจให้สบาย ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องตื่นเต้น เพราะจะส่งผลถึงประสิทธิภาพในการรักษา

 

 

 ไม่ต้องอดอาหารและไม่ควรทานอาหารให้อิ่มจนเกินไป เพราะเวลาปักเข็มตรงบริเวณตำแหน่งท้องจะทำให้รู้สึกแน่น

 

 

 แต่งหน้าบางๆ ไม่แต่งหน้าจัดจนเกินไป เวลาทำความสะอาดใบหน้าจะได้ง่ายขึ้น หากไม่สะดวกล้างหน้า หมอจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดให้บริเวณที่จะฝังเข็ม

 

 

ข้อปฏิบัติตัวหลังฝังเข็ม

 

การฝังเข็มเป็นวิธีการปรับสมดุลตามธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง หลังจากที่ทำการฝังเข็มแล้ว คนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวัน แต่งหน้าได้ตามปกติ (ไม่มีข้อห้ามในการแต่งหน้า) ทว่าผลข้างเคียงคือ เข็มอาจจะไปสะกิดโดนเส้นเลือดฝอย ทำให้เกิดรอยช้ำได้ แต่รอยช้ำนั้นจะหายได้ตามธรรมชาติภายใน 3-7 วัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

 

การรักษาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ต้องใช้ระยะเวลา เช่นเดียวกับการฝังเข็ม ซึ่งเป็นการรักษาแบบปรับสมดุลภายใน เพื่อให้ผิวพรรณดีขึ้นแบบยั่งยืน มีผลข้างเคียงน้อย และปลอดภัย และมีข้อดีหลายประการทั้งในเรื่องผิวพรรณและสุขภาพอื่นด้วย เช่น ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น ลดริ้วรอยให้ตื้นขึ้น การนอนหลับดีขึ้น อาการภูมิแพ้ดีขึ้น ประจำเดือนดีขึ้น สดชื่นขึ้น และอ่อนเพลียลดลง

 

 

การฝังเข็มเป็นทางเลือกอย่างหนึ่งในการดูแลผิวพรรณของเรา บางคนถ้าคิดว่า สวยไม่เสร็จหล่อไม่จบ ก็สามารถใช้การฝังเข็มปรับสมดุลภายใน เพื่อส่งผลต่อผิวพรรณภายนอกได้ การฝังเข็มสามารถใช้ควบคู่กับการักษาอย่างอื่นได้ เช่น เลเซอร์ โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนไขต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปด้วย ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การนอน การพักผ่อน การออกกำลังกาย มันก็ต้องสมดุลด้วย ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น

 

 

ในปัจจุบันมีสถานที่ให้บริการการรักษาด้วยการฝังเข็มมากมาย คนไข้ควรพิจารณาเลือกสถานที่ที่ใช้บริการด้วยว่า มีความสะอาด ปลอดภัย หรือเปล่า มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์การรักษา มีใบรับรองหรือไม่ ที่สำคัญต้องดูคุณวุฒิที่แพทย์จบมาด้วย

 

 

พญ.สายชลี ทาบโลกา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ