Haijai.com


โรคผิวหนังจากเชื้อรา กลาก เกลื้อน แคนดิดา


 
เปิดอ่าน 14284

โรคผิวหนังจากเชื้อรา

 

 

ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อนชื้น จึงพบโรคจากเชื้อราได้มากกว่าประเทศเมืองหนาว เชื้อราหลายชนิดพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ทั้งในอากาศ ดิน น้ำ สัตว์เลี้ยง รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้รอบตัวเรา หรือแม้กระทั่งบนผิวหนังของเราเองก็มีเชื้อราอาศัยอยู่ เมื่อเกิดสภาวะบางอย่างจะส่งผลให้มีการติดเชื้อขึ้นได้ ร่างกายจึงแสดงอาการของโรคจากเชื้อราชนิดนั้นๆ ออกมาตามอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ผม เล็บ ไซนัส และสมอง เป็นต้น สำหรับโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบบ่อยเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ เกลื้อน แคนดิดา และกลาก

 

 

เกลื้อน

 

เกลื้อน เป็นการตดเชื้อราในชั้นตื้นๆ ของผิวหนังกำพร้า โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น ได้แก่ หนังศีรษะ ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลังส่วนบน เกิดจากเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังมนุษย์ โดยทั่วไปเชื้อนี้จะไม่ทำให้เกิดโรค แต่ในบางภาวะ เช่น การมีเหงื่อออกมาก ตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน ขาดสารอาหาร นอนติดเตียง หรือการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ฯลฯ จะมีผลทำให้เชื้อเจริญเติบโตได้ดี จึงเกิดรอยโรคขึ้น และพบว่ามีอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นในฤดูร้อน

 

 

ลักษณะของเกลื้อนมักเป็นผื่นราบขนาดเล็ก เป็นวงจุด อาจมีขุยหรือไม่มีขุยก็ได้ ผื่นมีได้หลายสี เช่น ขาว ชมพู แดง น้ำตาล ม่วง พบบ่อยบริเวณหน้าอกและหลัง แต่ก็อาจพบที่บริเวณผิวหนังส่วนอื่นได้ เช่น หน้า แขน ขา เราสามารถจำแนกโรคเกลื้อนโดยแบ่งตามลักษณะสีของผื่นได้ดังนี้

 

 ผื่นสีขาวหรือสีจาง พบบ่อยที่สุด ลักษณะเป็นวงขนาดเล็ก สม่ำเสมอ เรียกว่า เกลื้อนดอกหมาก เกิดจากการที่เชื้อสร้างสารไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง จึงเกิดเป็นรอยด่างสีขาว

 

 

 ผื่นสีดำหรือสีน้ำตาล เกิดจากากรที่มีเชื้อจำนวนมาก ที่ผิวหนังและมีการอักเสบเกิดขึ้น ทำให้ผิวหนังชั้นนอกดูหนากว่าปก จึงมองดูสีคล้ำขึ้น

 

 

 ผื่นสีแดง มักพบในคนผิวขาว เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดบริเวณผิวหนังที่แสดงอาการ ทำให้มองเห็นเป็นรอยแดง

 

 

 ผื่นดวงขาวสลับน้ำตาลและมีขุย

 

 

นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดผื่นที่เกิดบริเวณรูขุมขน โดยมีลักษณะเป็นตุ่มนูนแดงหรือตุ่มหนองอยู่ที่บริเวณรูขุมขนของแผ่นหลังและหน้าอก ทำให้ยากต่อการวินิจฉัย ผู้ป่วยโรคเกลื้อนส่วนใหญ่ไม่มีอาการคัน แต่ในบางรายอาจคันเล็กน้อยได้

 

 

การรักษา

 

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเกลื้อนมีทั้งชนิดยาทาภายนอกและรับประทาน โดยทั่วไปจะนิยมใช้ยาทาภายนอกก่อน เนื่องจากมีความปลอดภัยและผลข้างเคียงน้อย ซึ่งยาทาแต่ละชนิดจะให้ผลการรักษาใกล้เคียงกัน การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับความสะดวก ราคา และการกระจายของผื่น ส่วนยาชนิดรับประทาน แพทย์จะพิจารณาใช้ในรายที่เป็นพื้นที่กว้าง เป็นซ้ำบ่อยๆ หรือไม่ตอบสนอง หรือไม่สะดวกที่จะใช้ยาทา

 

 

ข้อกังวลใจที่มักพบในผู้ป่วยโรคเกลื้อน คือ การพบว่ายังมีรอยผื่นขาวปรากฏอยู่ แม้ว่าจะทายารักษาครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วก็ตาม ตรงนี้ต้องอธิบายให้เข้าใจว่า เกลื้อนบางลักษณะจะไปกดการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง จึงเกิดเป็นรอยขาวขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะรักษาหายแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ในการสร้างเม็ดสีขึ้นมาใหม่

 

 

เนื่องจากเชื้อที่ทำให้เกิดเกลื้อนเป็นเชื้อที่มีอยู่ที่ผิวหนังมนุษย์อยู่แล้ว ดังนั้นผู้ป่วยส่วนหนึ่งจึงมักกลับเป็นซ้ำอีก เมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม การป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ จึงมีความสำคัญมาก แนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น หลังออกกำลังกายควรเช็ดเหงื่อให้แห้ง ในรายที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยากลุ่มยาสระผมฆ่าเชื้อราฟอกตัว สัปดาห์ละครั้งเพื่อลดโอกาสการเกิดโรค

 

 

แคนดิดา

 

แคนดิดา เป็นเชื้อราในกลุ่มยีสต์ เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่กับมนุษย์ พบในเยื่อบุช่องปาก ทางเดินอาหาร และช่องคลอดของคนปกติ โดยไม่ก่อให้เกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคจากเชื้อราชนิดนี้ ได้แก่ การเกิดแผลถลอก คามอับชื้น โรคเบาหวาน การได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิด การขาดธาตุเหล็ก การได้รับยาคุมกำเนิด การฉายแสง และภูมิคุ้มกันผิดปกติ เป็นต้น

 

 

แคนดิดาสามารถแสดงอาการได้ในหลายตำแหน่งของร่างกาย เช่น ผิวหนังบริเวณข้อพับ และบริเวณที่อับชื้น อย่างใต้ราวนม รักแร้ ขาหนีบ ก้น ซอกนิ้ว และผิวหนังรอบเล็บ มักมีอาการคัน ผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มแดง และลามออกด้านข้างติดๆ กันกลายเป็นแผ่นได้ หรืออาจเป็นผื่นบวมเปื่อยตามซอกของข้อพับต่างๆ ทำให้มีอาการแสบ คัน ถ้าเป็นที่รอบเล็บจะพบอาการบวมแดงตึงของเนื้อเยื่อรอบๆ เล็บ ทำให้จมูกเล็บไม่ติดกับแผ่นเล็บ มักเป็นในผู้ที่สัมผัสน้ำบ่อยๆ หรือเป็นเวลานาน เช่น แม่บ้าน ชาวประมง เป็นต้น

 

 

ในกรณีที่ติดเชื้อแคนดิดาในช่องปากจะพบลักษณะเป็นคราบแผ่นสีขาวบริเวณลิ้น เพดานปาก กระพุ้งแก้ม และเหงือก เกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง และสุขอนามัยในช่องปากไม่ค่อยดี นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่ใส่ฟันปลอม โดยจะพบการอักเสบบริเวณเพดานปากที่สัมผัสกับฟันปลอม ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการเจ็บที่แผลแดง หรือแผลเปื่อย หรือแผลที่แตกเป็นร่อง การติดเชื้อบริเวณมุมปาก มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการหย่อนของผิวหนังรอบๆ ปาก ทำให้มุมปากห้อยลง เกิดความอับชื้น

 

 

หากเป็นการติดเชื้อแคนดิดาที่ช่องคลอด ผู้ป่วยจะมีอาการคัน แสบร้อน ปัสสาวะแสบขัด และเจ็บปวดขณะร่วมเพศได้ อาจมีผื่นลักษณะบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศภายนอก และมีตกขาวคล้ายครีม

 

 

หากติดเชื้อที่อวัยวะเพศชายจะมีอาการคัน หรืออาการแสบร้อนแดงอาจพบปื้นขาวบริเวณหนังหุ้มปลายองคชาต หรือบริเวณปลายอวัยวะเพศ หรือพบเป็นตุ่มแดงเล็กๆ หรือตุ่มหนองเล็กๆ ที่แตกง่ายบริเวณองคชาตหรือปลายอวัยวะเพศ เมื่อตุ่มแตกออกจะเห็นเป็นแผลถลอกเล็กๆ ที่มีขุยอยู่ล้อมรอบได้ ผื่นอาจกระจายไปที่ร่องก้น หรือต้นขา

 

 

การรักษา

 

สิ่งที่สำคัญมากในการรักษาคือ ควรคำนึงถึงการแก้ไขกำจัดสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เสมอสำหรับยาที่ใช้รักษาโรคมีทั้งชนิดอมในปาก ชนิดทา และชนิดรับประทาน ระยะเวลาการใช้ยาขึ้นกับตำแหน่งของรอยโรค และยาที่เลือกใช้ การกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การได้รับยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV การควบคุมน้ำตาลในกรณีโรคเบาหวาน รวมไปถึงการดูแลสุขภาพปากและฟันปลอม การรักษาคู่นอนในกรณีที่มีการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ ในกรณีที่เป็นรอบเล็กให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ และสารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคือง หากควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ไม่ดี ก็มีโอกาสที่โรคจะกลับเป็นใหม่สูงมาก

 

 

กลาก

 

กลากเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย เกิดจากการติดเชื้อรา ซึ่งติดต่อมายังคนได้จากดิน สัตว์ หรือจากคนด้วยกันเอง เชื้อราในกลุ่มนี้จะทำให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะที่สร้างเคราติน ได้แก่ ผิวหนัง ผม และเล็บเท่านั้น จึงไม่เกิดการลุกลามลึกลงไปในผิวหนังส่วนล่าง

 

 

การติดเชื้อที่ผมและหนังศีรษะ มักพบในเด็กอายุ 3-14 ปี โรคกลากอาจมีอาการแสดงได้หลายรูปแบบ เช่น พบเป็นผิวหนังลอกร่วมกับผมหัก พบเป็นหย่อมผมร่วงที่มีอาการอักเสบไม่มากนัก และอาจพบการอักเสบมากๆ มีหนอง บวมแดง ที่เรียกว่า ชันนะตุ หรือพบผื่นหนาสีออกเหลืองที่หนังศีรษะและรูขุมขน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดผมร่วงชนิดมีแผลเป็น (scarring alopecia)

 

 

การติดเชื้อที่ผิวหนัง สามารถเกิดได้ทุกที่ แต่โดยทั่วไปเชื้อจะชอบความอับชื้น บริเวณที่เกิดโรคได้บ่อย จึงเป็นขาหนีบและซอกนิ้วเท้ารวมไปถึงฝ่าเท้า โดยจะมีชื่อเรียกตามตำแหน่งของรอยโรค เช่น กลากที่ใบหน้า กลากที่ลำตัว กลากที่ขาหนีบ กลากที่มือ กลากที่เท้า และกลากที่เล็บมือเล็บเท้า อาการที่สำคัญของกลากบริเวณผิวหนัง คือ มักมีอาการคัน แต่อาการแสดงมีได้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ตัวอย่างอาการที่พบ เช่น

 

 ผื่นวงแหวน (ringworm) ลักษณะของผื่นชนิดนี้คือเป็นผื่นรูปวงรี มีขอบแดงจาการอักเสบ มีขุย อาจมีตุ่มน้ำเล็กๆ ร่วมด้วย ส่วนกลางของผื่นมักดูราบกว่าตรงขอบ มีการลามออกด้านข้างทำให้ผื่นดูขยายไปเรื่อยๆ บางครั้งเกิดผื่นหลายๆ วงซ้อนหรือเกยกันได้

 

 

 ผื่นนูนแดงมีขุย พบเป็นผื่นแดงจากการอักเสบ มีขุยหรือสะเก็ดหนาปกคลุม

 

 

 สำหรับโรคกลากที่เท้าจะมีได้หลายลักษณะ ได้แก่ ขุยเปื่อยตามซอกนิ้วเท้า ตุ่มน้ำใสที่ฝ่าเท้า หรือเป็นขุยลอกเรื้อรังที่ฝ่าเท้า

 

 

การติดเชื้อราที่เล็บ มักไม่ทำให้เกิดอาการคัน อาการแสดงที่เล็บมีได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เชื้อเข้าสู่เล็บ เช่น เข้าทางปลายเล็บ โคนเล็บ ด้านข้างเล็บ โดยส่วนใหญ่มักพบการติดเชื้อที่เกิดด้านใต้แผ่นเล็บ ซึ่งจะทำให้แผ่นเล็บแยกจากผิวหนังใต้เล็บ

 

 

การรักษา

 

การรักษาโรคกลากมีทั้งยาทาและยารับประทาน โดยส่วนใหญ่จะใช้ยาทา ซึ่งก็ได้ผลดี ยาทาใช้ทาบนรอยโรคที่ผิวหนัง ควรทายาให้เกินกว่าขอบของรอยโรคมาเล็กน้อย ประมาณ 1-2 เซนติเมตร วันละ 2 ครั้ง และควรทาให้ทั่ว เนื่องจากเชื้ออาจจะอยู่ตามซอกที่เราไม่ได้สังเกต ถ้าทาไม่ทั่วถึง กลากจะไม่หายและอาจลามกว้างออกไปอีก ระยะเวลาในการทายาขึ้นกับตำแหน่งของรอยโรค โดยกลากที่ผิวหนังให้ทายานาน 2-4 สัปดาห์ ส่วนกลากที่มือและเท้าให้ทายานาน 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ อย่าพึ่งใจร้อนเปลี่ยนการรักษาทั้งที่ยังใช้ยาไม่ครบตามที่กำหนด

 

 

ยารับประทานจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการกระจายของโรคมาก ไม่สามารถทายาหรือตอบสนองต่อการทายา มีอาการเรื้อรังหรือกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ ในกรณีของผู้ป่วยโรคเชื้อราที่เล็บ เส้นผม และศีรษะ อย่างไรก็ตามการใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากยามีผลข้างเคียงและผลต่อยาตัวอื่นที่รับประทานร่วมกันค่อนข้างมาก

 

 

การรักษาเชื้อราที่เล็บอาจใช้ยาทาชนิดที่เป็น nail lacquer ในรายที่เล็บหนามาก อาจต้องตะไบหรือทำเล็บให้บางลงก่อนทายา หากมีเล็บหนามากๆ หรือแผ่นเล็บแยกจากพื้นเล็บแล้ว การถอดเล็บโดยการใช้ยาทา 40% urea หรือการผ่าตัดอาจทำได้เพื่อเป็นการรักษา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

 

 

การติดตามผลหลังการรักษาอาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการซ้ำ เพื่อยืนยันการตอบสนองก่อนหยุดการรักษา ตรวจติดตามการหลุดร่วงและการงอกของเส้นผม โดยทั่วไปแล้วอาการคัน แดง และขุยสะเก็ดจะหายไปก่อน ในกรณีเป็นที่เล็บให้วัดความยาวของเล็บปกติที่ยาวออกมาดันรอยโรคออก และตรวจติดตามทางห้องปฏิบัติการ การติดเชื้อกลากที่ผิวหนังอาจเกิดซ้ำขึ้นอีกได้ ผู้ป่วยจึงควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไมให้อับชื้น รองเท้าไม่ควรเปียกชื้น และให้การรักษาโรคผิวหนังของสัตว์เลี้ยงของเราอย่างเหมาะสม

 

 

อีกจุดหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ ไม่ว่าเราจะเป็นกลากที่บริเวณใดก็ตาม ควรตรวจดูที่เล็บด้วย เพราะบางทีสาเหตุที่ทำให้เราติดเชื้อกลากที่บริเวณอื่น อาจจะมาจากกลากที่เล็บ โดยที่เราอาจจะไม่รู้ เนื่องจากกลากที่เล็บไม่มีอาการคัน ดังนั้น ถ้าเป็นกลากบ่อยๆ ควรต้องตรวจเล็บด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์ผิวหนังจะตรวจให้อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ลักษณะการติดเชื้อกลากผ่านทางมือลักษณะหนึ่ง เรียกว่า one hand two feet หมายถึง การที่ผู้ป่วยเกิดกลากที่เท้าข้างหนึ่งแล้วเอามือไปเกา มือข้างที่เกาจึงติดเชื้อ เมื่อใช้มือข้างนั้นไปเกาเท้าอีกข้าง ก็ทำให้เท้าข้างนั้นติดเชื้อกลากไปด้วย เป็นลักษณะการติดต่อของเชื้อกลากที่ผ่านทางการใช้มือ จึงอยากฝากไว้เป็นข้อพึงระวังอีกข้อหนึ่งด้วย

 

 

โรคผิวหนังจากเชื้อราเป็นโรคที่ป้องกันได้โดยดูแลร่างกายไม่ให้เกิดความอับชื้น นอกจากนี้ยังเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามถ้าพบว่าใช้ยารักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีข้อสงสัยควรมาพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการวินิจฉัยโดยละเอียด เพราะอาการที่ปรากฏอาจไม่ได้เป็นโรคจากเชื้อรา แต่เป็นโรคอื่น เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นลูปัส เป็นต้น ซึ่งถ้าได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดตามมาได้ อย่างเช่น ภาวะข้ออักเสบจาก โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า การรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา ถ้าหากใช้ยาทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ และได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

 

 

พญ.มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์

อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ