Haijai.com


สถานการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาในประเทศไทย


 
เปิดอ่าน 12664

แบคทีเรียดื้อยา ภัยคุกคามมนุษยชาติ

 

 

ทุกวันนี้คนไทยซื้อยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านแบคทีเรียมาใช้ทั้งกับตนเอง พืช และสัตว์ โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ จนนำไปสู่ภาวะเชื้อดื้อยา ณ ขณะนี้มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาดังกล่าวและมีทางออกอย่างไร

 

 

แบคทีเรียดื้อยา ปัญหาของมนุษยชาติ

 

เมื่อปี ค.ศ.2014 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่า ผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเชื้อแบคทีเรียดื้อยา และยอมรับว่าปัญหานี้คือปัญหาหลักที่คุกคามสุขภาพของมวลมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน

 

 

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ในปี ค.ศ.2013 องค์การอนามัยโลกแจ้งตัวเลขประมาณการว่า ร้อยละ 20.5 ของผู้ป่วยวัณโรคเดิม และร้อยละ 3.5 ของผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลกติดเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา หรือ Multidrug-resistant Tuberculosis (MDR-TB) เชื้อชนิดนี้ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากยาต้านแบคทีเรียที่ใช้อยู่ เริ่มใช้กับเชื้อดังกล่าวไม่ได้ผล และมีการรายงานว่า พบปัญหาเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยาในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

 

 

นอกจากเชื้อวัณโรคดื้อยาแล้ว ยังมีปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาชนิดอื่นๆ อีก เช่น เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ที่ทำให้เกิดโรคหนองในเชื้อ Staphylococcus ที่ทำให้เกิดฝีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดบวม อาหารเป็นพิษ เป็นต้น

 

 

ที่ผ่านมาการติดเชื้อในโรงพยาบาลจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยซึ่งเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ต้องเสียชีวิตในที่สุด มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

 

 

นายแพทย์เคอิจิ ฟุกุดะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายหลักประกันสุขภาพ ขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า

 

 

“หากไม่มีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาค เพื่อปรับปรุงการป้องกันการติดเชื้อ เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต การสั่งจ่ายยา และการใช้ยาเกิน โลกจะเข้าสู่ “ยุคหลังยาต้านแบคทีเรีย” (Post-antibiotic Era) ซึ่งหมายถึง จากที่เคยรักษาการติดเชื้อธรรมดาๆ หรือการมีแผลเปิดเพียงเล็กน้อยด้วยยาต้านแบคทีเรียได้ ซึ่งใช้ได้ผลดีมานานหลายทศวรรษ กลายเป็นไม่สามารถจัดการเชื้อโรคเหล่านี้ได้ และเชื้อโรคจะหวนกลับมาคร่าชีวิตมนุษย์อีกครั้ง

 

 

รับทราบสถานการณ์ปัญหานี้ในระดับโลกไปแล้ว เรามาดูสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศกันบ้างดีกว่าค่ะ

 

 

สถานการณ์เชื้อดื้อยาในประเทศไทย

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กำธร มาลาธรรม ประธานคณะกรรมการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เริ่มต้นอธิบายว่า

 

“คำว่าซูเปอร์บั๊ก (Superbug) หมายถึง เชื้อที่ดื้อยารุนแรง ถึงจะเปลี่ยนชนิดยาก็ได้ผลการรักษาไม่ค่อยดี ขณะนี้เชื้อดื้อยาในบ้านเรา คือ เชื้อแบคทีเรียเอบอม (A-bomb : Acinetobacter baumannii) ซึ่งยาตัวใหม่ๆ ที่ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังฆ่าเชื้อไม่ได้ ตามมาด้วยเชื้อแบคทีเรียอีกตัวหนึ่งชื่อเอ็นดีเอ็ม – วัน (NDM-1 : New Delhi Metallo – beta – lactamase – 1 )”

 

 

“ทุกวันนี้ปัญหาเชื้อเอบอมที่เราพบในโรงพยาบาลก็หนักอยู่แล้ว ส่วนเอ็นดีเอ็ม – วัน ก็พบเพิ่มขึ้นๆ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เชื้อเอ็นดีเอ็ม – วัน จะทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นปัญหาหนักเหมือนกับเชื้อเอบอมทุกวันนี้”

 

 

นายแพทย์กำธรเชื่อมโยงถึงการหาทางออกในระดับโลกว่า ในปี ค.ศ.2010 หน่วยงานระดับสากล เช่น องค์การอนามัยโลก สมาคมโรคติดเชื้อ ประเทศสหรัฐอเมริกา และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหภาพยุโรป ได้ทำงานร่วมกัน โดยประกาศโครงการ Bad Bugs Need Drugs 10x20 : Ten New Antibiotics by 2020 ซึ่งหมายถึงการคิดค้นยาต้านแบคทีเรียชนิดใหม่อีก 10 ชนิดภายในปี ค.ศ.2020

 

 

ทว่าในปัจจุบันแพทย์ซึ่งเปรียบเสมือนแนวหน้าในสมรภูมติต่อสู้กับเชื้อดื้อยาแทบไม่มีอาวุธใหม่ๆ ให้เลือกใช้เลย ซึ่งนายแพทย์กำธรแสดงความเป็นห่วงว่า

 

 

“เราต้องยอมรับว่า ณ ขณะนี้ยาต้านเชื้อแบคทีเรียใช้ได้ผลลดจำนวนลงเรื่อยๆ ดูได้จากจำนวนยาต้านแบคทีเรียที่องค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศให้ใช้ทุกๆ 5 ปีนั้นลดลงครึ่งหนึ่งทุกรอบ เช่น ปี ค.ศ.1980 มีเป็น 10 ชนิดเลย พอปี ค.ศ.1985 เหลือ 5 ชนิด พอปี ค.ศ.1990 ก็ลดลงไปอีก ปัจจุบันนี้เรามียาแค่ 3 ชนิดเอง เหลือเวลาอีก 5 ปีจะคิดค้นยาใหม่ๆ ได้ตามเป้าหมายนั้นไหม ผมคิดว่าค่อนข้างยากนะครับ”

 

 

ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่พบมี 2 ข้อ ดังนี้

 

1.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย อธิบายเสริมถึงปัจจัยที่ทำให้ปัญหานี้ในประเทศไทยมีช่องโหว่ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ว่า

 

“เหตุที่เชื้อแบคทีเรียดื้อยาทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการใช้ยาต้านแบคทีเรียในคนมากเกินความจำเป็น อีกทั้งมีการขายยาต้านแบคทีเรียโดยไม่มีการควบคุม จึงซื้อขายยาได้ง่ายและไม่มีการตรวจสอบติดตามที่มาที่ไปของยา (Drug Tracing) ที่รัดกุม”

 

 

“จากการลงพื้นที่สำรวจของเราทำให้ทราบว่า เพียงชาวด้นเดินไปร้านชำหน้าปากซอย ซึ่งไม่ใช่ร้านขายยาโดยตรง เขาก็สามารถซื้อยาต้านแบคทีเรียได้แล้ว ขณะที่ในต่างประเทศ ยาเหล่านี้ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และมีใบสั่งยากำกับทุกครั้ง”

 

 

2.ประชาชนขาดความรู้เรื่องการใช้ยา ต่อมานายแพทย์กำธรอธิบายถึงความรุนแรงของปัญหานี้และสถานการณ์ในประเทศไทยว่า

 

“ทุกวันนี้คนไทยใช้ยาเกินความจำเป็น เช่น เมื่อเป็นหวัดและรู้สึกเจ็บคอ ก็ไปร้านขายยาเพื่อซื้อ “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งก็คือยาปฏิชีวนะหรือยาต้านแบคทีเรียมากิน ทั้งที่จริงๆ แล้ว อาการเจ็บป่วยเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรียเลย”

 

 

ใช้สมุนไพร ลดการใช้ยาต้านแบคทีเรีย

 

เพื่อลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียเกินความจำเป็น ขอแนะนำสมุนไพรไทยที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แก้ไอ แก้เจ็บคอ พร้อมข้อมูลวิธีใช้อย่างปลอดภัยจากโรงพยาบาลอภัยภูเบศร จังหวัด ปราจีนบุรี ดังนี้

 

 ขมิ้นชัน ลดอาการแพ้ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีสารแอนติออกซิแดนต์สูง กินครั้งละ 2-4 แคปซูล หลังอาหาร 3 มื้อ และก่อนนอน

 

 

 หญ้าปักกิ่ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงร่างกาย แก้ไข้ แก้ร้อนใน กินครั้งละ 3-4 แคปซูล วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร

 

 

 ตรีผลา บรรเทาอาการแก้ไอ ขับเสมหะ ปรับสมดุลลำไส้ มีสารแอนติออกซิแดนต์สูง กินครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนอาหาร 3 มื้อ

 

 

 ประสะมะแว้ง บรรเทาอาการไอ มีเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ช่วยขับเสมหะ กินครั้งละ 2-4 เม็ด ก่อนอาหาร 3 มื้อ

 

 

ปัญหายาปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

 

ไม่เพียงการใช้ยาต้านแบคทีเรียในคนเท่านั้น แต่ยังมีการใช้ยาต้านแบคทีเรียในพืชและสัตว์อีกด้วย

 

 

ดร.นิยดาให้รายละเอียดเรื่องการใช้ยาในการเกษตรและปศุสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมว่า

 

 

“จากการลงพื้นที่สำรวจ ทีมงานของเราพบการใช้ยาต้นแบคทีเรียในสัตว์และพืชอย่างเข้มข้น เช่น ไลแคมพิซิน ซึ่งเป็นยาต้นแบคทีเรียที่มีความรุนแรง โดยชาวบ้านจะซื้อยามาจากร้านขายของชำหน้าปากซอยให้ไก่ชนกิน ขณะที่ชาวสวนก็ซื้อยาต้านแบคทีเรียไปฉีดให้ต้มส้ม มะนาว และทุเรียน”

 

 

“การใช้ยาต้านแบคทีเรียในปศุสัตว์ทำให้เกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง หรือการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งในบางพื้นที่จะโรยยาลงในบ่อปลาหรือบ่อกุ้งเลย และน้ำนั้นก็จะไหลลงมาปนเปื้อนในแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด”

 

 

ดร.นิยดาอธิบายต่อว่า ในปี พ.ศ.2558 เพิ่งจะมีการประกาศกฎหมายห้ามใช้ยาต้านแบคทีเรีย เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของปศุสัตว์

 

 

เมื่อเกิดการปนเปื้อนของยาต้านแบคทีเรียทั้งในสิ่งแวดล้อมและปศุสัตว์ อันเป็นที่มาของอาหารที่เราบริโภคเป็นประจำ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใด เมื่อคนไทยเจ็บป่วยด้วยเชื้อแบคทีเรีย จึงรักษาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก นายแพทย์ ภัทรชัย กีรติสิน หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลระบุว่า เดิมปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยามักพบเฉพาะในโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวนานๆ แต่ปัจจุบันงานวิจัยพบว่า ในอุจจาระของคนสุขภาพแข็งแรงกลับมีเชื้อแบคทีเรียดื้อยาหลายชนิด

 

 

เมื่อมีการขับถ่ายอุจจาระออกไป ย่อมเกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เช่น ดินและน้ำ หมายความว่า คนทั่วไปที่ไม่ได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้

 

 

ทางออกในการแก้ปัญหานี้อาจต้องเริ่มต้นจากตัวเรา โดยการลดการใช้ยาและหันมาดูแลสุขภาพเพื่อสร้างภูมิชีวิตให้แข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วยค่ะ

 

 

หยุดปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา

 

 ลดการใช้ยาต้านแบคทีเรีย

 

 

 กินอาหารออร์แกนิก

 

 

 ล้างมือให้สะอาดเป็นนิสัย

 

 

 ใช้สมุนไพรทดแทน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ