Haijai.com


ยาในผู้สูงอายุ หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ


 
เปิดอ่าน 12027

ยาในผู้สูงอายุ หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ

 

 

ผู้สูงอายุเป็น กลุ่มประชากรที่ใช้ยามากกว่ากลุ่มประชากรวัยอื่น เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ มักมีโรคเรื้อรัง ทำให้มีโอกาสรักษากับแพทย์หลายคนและได้รับยาหลายชนิด จากสถิติของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ใช้ยาอย่างน้อย 1 ชนิดต่อสัปดาห์ และจำนวนยาทีใช้สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ปฏิกิริยาระหว่างยา และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มมากขึ้น การใช้ยาในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่าย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามวัย อาทิ การดูดซึมและการกำจัดยาออกจากร่างกายทำได้ลดลง นอกจากนั้นผู้สูงอายุ ซึ่งมีปัญหาด้านสายตา และความจำยังมีความเสี่ยงที่จะใช้ยาผิดได้มากอีกด้วย

 

 

กลุ่มยาที่มีความเสี่ยงสูงและควรหลีกเลี่ยงในผู้สูงอายุ

 

 กลุ่มยานอนหลับและยากล่อมประสาท

 

 

 กลุ่มยาต้านซึมเศร้า

 

 

 กลุ่มยาแก้ปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

 

 

 กลุ่มยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

 

 

 กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ

 

 

 กลุ่มยาต้านเกล็ดเลือด

 

 

 กลุ่มยาแก้อาเจียน

 

 

 กลุ่มยาลดแพ้ Anti-histamine

 

(ข้อมูลจากกลุ่มแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุของเมริกา)

 

 

กลุ่มยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุ

 

1.กลุ่มยารักษาโรคประจำตัว อาทิ ยาลดความดันโลหิต

 

 

2.กลุ่มยานอนหลับและยาคลายกังวล

 

 

3.กลุ่มยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ

 

 

4.กลุ่มยาวิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพร

 

 

ในผู้สูงอายุกลุ่มยาที่นิยมใช้มาก คือ กลุ่มยานอนหลับและยาแก้ปวด ซึ่งยา 2 กลุ่มนี้ไม่ได้รักษาที่สาเหตุของโรค แต่อาจบรรเทาอาการให้ทุเลาลงเป็นครั้งคราว ดังนั้น การใช้ยาต้องทำร่วมกับการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ และเกิดอาการปวด ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

 

 

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดผลข้างเคียง จากการใช้ยาในผู้สูงอายุ

 

 การได้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ทำให้ยามีปฏิกิริยาต่อกันหรือยาตีกัน ซึ่งเกิดจากยาชนิดหนึ่งไปมีผลแทรกแซงยาอีกชนิดหนึ่ง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ถ้าได้รับยาลดความดันโลหิตชนิดขับปัสสาวะ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้การรักษาโรคเบาหวานไม่ได้ผล หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่เป็นประจำ และชอบรับประทานใบแปะก๊วยเป็นอาหารเสริม จะมีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่าย

 

 

 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในการออกฤทธิ์และกำจัดยาออกจากร่างกาย

 

 

 พฤติกรรมของผู้ป่วยสูงอายุ

 

 

*การซื้อยารับประทานเอง ในประเทศไทย การซื้อยาตามร้านขายยาทำได้สะดวก ผู้สูงอายุจำนวนมาก มักซื้อยาชุด หรือยาที่แฝงมาในรูปยาลูกกลอนมารับประทาน เช่น ผู้ที่มีปัญหาปวดตามข้อ โดยมักเข้าใจว่าปลอดภัย เพราะผลิตจากสมุนไพร แต่มักมีการผสมยากลุ่มสเตียรอยด์ จึงส่งผลเสียในระยะยาว เช่น กระดูกพรุน ต่อมหมวกไตฝ่อ และความดันโลหิตสูง เป็นต้น

 

 

*ขาดการติดตามการรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุจำนวนมาก มักไม่ชอบมาพบแพทย์ เนื่องจากข้อจำกัดต่างๆ เช่น กลัวรบกวนคนใกล้ชิด กลัวเสียเวลาและค่าใช้จ่าย การคมนาคมไม่สะดวก จึงพบได้บ่อยว่าญาติมาขอรับยาเดิมจากแพทย์ โดยไม่พาผู้ป่วยมาติดตามการรักษากับแพทย์

 

 

*การไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยหลายรายมักใช้ยาผิดพลาด เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น

 

*  การใช้ยายุ่งยาก ผู้ป่วยไม่เข้าใจวิธีการใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง เช่น รับประทานวันละหลายครั้ง

 

*  ผู้ป่วยหยุดยาเองโดยไม่แจ้งแพทย์ เพราะเกิดผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

 

*  สายตาไม่ดี หลงลืม ฉลากยาที่เขียนไม่ชัดเจน จึงรับประทานยาผิด

 

*  ทัศนคติของผู้ป่วยต่อยา เช่น รับประทานยามากๆ จะทำให้ตับและไตวาย จึงหยุดใช้ยาไปเอง หรือบางรายคิดว่าควรเพิ่มปริมาณการใช้ยา เพื่อจะได้หายจากโรคโดยเร็ว

 

*การเก็บสะสมยา สำหรับผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย และมีโรคเรื้อรังมักจะได้รับยาหลายชนิด เมื่อใช้ยาไม่หมดก็จะเก็บสะสมยาไว้ เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยอีกครั้ง ก็จะเลือกรับประทานยาเดิมที่เคยรับประทานได้ผล ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ หากยานั้นหมดอายุแล้ว

 

 

ผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

 

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยาได้ง่าย อาทิเช่น

 

 กลุ่มยาคลายกังวลและยานอนหลับ มักทำให้เกิดอาการมึนงง และเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย การใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ร่างกายต้องอาศัยฤทธิ์ยาในการกดประสาททำให้หลับ จึงเกิดภาวะติดยาและทนต่อยา เมื่อใดที่ไม่ได้รับยา จะเกิดอาการอยากยาและพยายามแสวงหายามาใช้ต่อโดยวิธีต่างๆ

 

 

 กลุ่มยาลดปวดและอักเสบ (NSAIDs: Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) ซึ่งเป็นยาลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด ไม่ควรใช้ติดต่อกัน โดยไม่จำเป็นเพราะอาจทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหารและลดการทำงานของไต

 

 

 กลุ่มยาระงับปวดที่ออกฤทธิ์ โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ ยาระงับปวดชนิดเสพติด เช่น มอร์ฟีน เพททิดีน ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงในการระงับอาการปวด แต่ก็มีอันตรายสูง และเสี่ยงที่จะเกิดการติดยาได้ โดยเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะทนต่อยา หรือ ต้องเพิ่มขนาดของยาให้สูงขึ้น เพื่อให้ได้ผลในการรักษาเท่าเดิม ผู้ป่วยจึงต้องใช้ยาบ่อยขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดยาในที่สุด ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดการติดยาได้ภายหลังจากใช้ยาติดต่อกัน โดยผู้ที่ใช้ยาด้วยตนเอง จะมีโอกาสติดยามากกว่าผู้ป่วย ซึ่งได้รับยาเพื่อการรักษาจากแพทย์

 

 

 ยากลุ่มอื่นที่พบปัญหาในผู้สูงอายุ  อาทิเช่น ยาลดความดันโลหิต ยาต้านซึมเศร้า ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

 

 

การป้องกันการเสพติดยา

 

ในผู้สูงอายุกลุ่มยาที่นิยมใช้มาก คือ กลุ่มยานอนหลับและยาแก้ปวด ซึ่งยา 2 กลุ่มนี้อาจช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงเป็นครั้งคราว การใช้ยาจึงควรทำร่วมกับการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับและเกิดอาการปวด ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้สูงอายุควรเริ่มใช้ยาขนาดต่ำที่สุด และใช่ยาไม่เกิน 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ และส่งผลให้ติดยาได้ แต่หากใช้ยาติดต่อกันมานาน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาปรับลดและหยุดยา

 

 

การใช้ยานอนหลับร่วมกับการปฏิบัติตัว เพื่อเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีในการนอนหลับ เช่น เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่นอนกลางวัน งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน งดออกกำลังกายเมื่อใกล้ถึงเวลานอน จัดห้องนอนให้โล่ง สะอาด อากาศถ่ายเท เป็นต้น จะช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งยาลดลง และในระยะยาวจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สามารถนอนหลับได้ด้วยตนเอง

 

 

การใช้ยาแก้ปวดทุกชนิดควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคข้อหรือกระดูกเสื่อม เช่น กระดูกต้นคอหรือกระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม และมีอาการปวดอยู่เสมอ ควรพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวร่วมกับการรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การประคบร้อน การฝังเข็ม ทำกายภาพบำบัด และกิจกรรมบำบัด เป็นต้น หรือเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขต่อไป

 

 

หลักการใช้ยาในผู้สูงอายุ

 

1.ไม่ซ้อยารับประทานเอง ควรพบแพทย์และเภสัชกร

 

 

2.ใช้ยาเท่าที่จำเป็น ปรึกษาแพทย์ถึงข้อบ่งชี้ในการใช้ยา เพราะยาบางชนิดควรใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ แต่บางชนิดจะใช้เมื่อมีอาการเท่านั้น

 

 

3.เมื่อต้องไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาล ต้องนำยาทุกชนิด ซึ่งรวมถึงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่ไปแสดงแก่แพทย์

 

 

4.แจ้งให้แพทย์ทราบ เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะอาจเกิดจากยาที่ใช้อยู่ เช่น ใช้ยาไปแล้วขาบวม ปัสสาวะบ่อย ไอเรื้อรัง เป็นต้น

 

 

5.แจ้งให้ทราบถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยา เพื่อแพทย์จะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น ให้ยาน้ำแทนยาเม็ด

 

 

6.หลังได้รับยาควรตรวจทานยาทุกครั้ง ถ้ามีข้อสงสัยควรสอบถามทันที ได้แก่ ฉลากยา ชื่อผู้ป่วย ชนิดยา วิธีใช้ ข้อควรระวังที่ยังไม่เคยใช้ วันหมดอายุ โดยยึดหลักปฏิบัติในการใช้ยาในผู้สูงอายุ ดังนี้

 

 

*ถูกต้องกับคน คือ ตัวผู้ป่วยที่สูงอายุและไม่ควรแลกเปลี่ยนหรือใช้ยาของผู้อื่น

 

 

*ถูกชนิดยา ซึ่งจะบ่งบอกถึงสรรพคุณยาในการรักษาโรค

 

 

*ถูกขนาดยา  เช่น เป็นมิลลิกรัม เม็ด แคปซูล หรือเป็นหยด

 

 

*ถูกทาง เช่น ทางปาก ทางผิวหนัง หยอดตา หรือเหน็บทวารหนัก ดังนั้น จำเป็นต้องอ่านฉลากยาอย่างละเอียดทุกครั้ง

 

 

*ถูกเวลา เช่น ก่อนอาหารเช้า หลังอาหารหรือให้เมื่อมีอาการและให้วันละกี่ครั้ง เป็นต้น ซึ่งการรับประทานยาตามแต่ละช่วงเวลามีหลักการดังนี้

 

 

 การรับประทานยาก่อนอาหาร ต้องรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ถ้าลืมกินยา ในช่วงดังกล่าวก็ให้รับประทานเมื่ออาหารมื้อนั้นผ่านไปแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะจำทให้ยาถูกดูดซึมได้ดี

 

 

 การรับประทานยาหลังอาหาร โดยให้รับประทานยาหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ประมาณ 15-30 นาที

 

 

 การรับประทานยาหลังอาหารทันที หรือพร้อมอาหาร ให้รับประทานยาทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว หรือจะรับประทานยาในระหว่างที่รับประทานอาหารก็ได้ เพราะยาประเภทนี้จะระคายเคืองต่อกระเพาะมาก

 

 

 การรับประทานยาก่อนนอน ให้รับประทานยาก่อนเข้านอนตอนกลางคืนประมาณ 15-30 นาที

 

 

7.จัดเตรียมยาให้พร้อมต่อการใช้ เช่น การหักครึ่งเม็ด การกดยาเม็ดออกจากฟอยด์ การจัดยาเป็นเวลา เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้ยาอย่างถูกต้องครบถ้วน

 

 

8.รับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด กรณีหลงลืมใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น เขียนขนาดและวิธีรับประทานตัวใหญ่ติดบนฉลากยา หรือปฏิทินใช้กล่องใส่ยาชนิดที่รับประทานช่องละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการลืมรับประทานยา หรือรับประทานยาซ้ำซ้อน อาจใส่กล่องแยกชั้นยา เช่น เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน

 

 

9.เก็บยาให้ปลอดภัยและเก็บไว้ห่างจากมือเด็ก

 

 

10.หากผู้ป่วยสูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ดูแลควรหยิบยามาให้รับประทานเองกับมือ วิธีนี้จะปลอดภัยที่สุด

 

 

การใช้ยาอย่างเหมาะสมเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลรักษาผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้สูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงร่างกายที่เสื่อมถอยลงร่วมกับมีโรคร่วมหลายอย่าง การเลือกใช้ยาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด หรือบุคลากรทางการแพทย์ ควรให้ความเอาใจใส่ในการใช้ยาของผู้สูงอายุเป็นพิเศษ ส่วนผู้สูงอายุเอง ก็ควรศึกษาความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ และควรมีวิธีการช่วยจำเพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัย เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตัวผู้สูงอายุเอง และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วย

 

 

นพ.คมน์สิทธิ์ เดชะรินทร์

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ